ไม่รู้ว่าผมโตมาถึงจุดไหนของชีวิต กับอายุเกือบ สามสิบ อย่างย่างเหยียบ

ผมสงวนสติตอดเทศกาลสงกรานต์ ดวยความเป็นห่วงว่าที่บ้านไม่มีใคร และเหมือนว่าเราต้องเป็นเสาบ้านแทนพ่อ ในขณะที่เดาไม่ได้ว่าเหตุผลกลใด และผมมีศักยภาพตรงไหน??? ภาระถึงมาตกที่กู…..

ถ้าถามว่า พร้อมไหมกับสถานการที่เป็นอยู่ ไม่ครับ ผมไม่พร้อม ผมไม่รู้ว่าอะไรบอกว่าผมพร้อม แต่ถึงเวลาน้ พร้อมหรือไม่พร้อมมันก็ต้องทำ

ผมเดินกลับไปหลังบ้าน เจอคุณป้าคุณลุงทิ้งทวนเทศกาลสงกรานต์ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะลงนั่ง ……. ผู้น้องต้องยอมตามเสมอ ไม่ว่าจะด้วยคุณวุฒิหรือวัยวุฒิ แม้จะชั่งใจว่าจะชั่วเพลาหรือยาวนานจนป่าช้าเต็มก็ตามที

บทสนทนายืดยาว และยาวไปเรื่อยๆ และเรื่องราวทั้งหลายถูกเทมาคล้ายการประชุมญาติ…. ตั้งแต่การทักทาย การเสนอกระทู้ หาทางดำเนินการร่วม จนถึงการตัดสินใจ………

จากการเข้าวงไปในฐานะของลูกหลาน ไม่ได้ตั้งท่าทีใดๆ ไม่ได้คิดว่ามันจะมีเรื่องอะไร ไม่ได้คิดว่ามันจะสำคัญในประเด็นไหน กลายเป็นว่าต้องเปลี่ยนบุคลิกและสันดานเข้าไปสู่จุดที่สถานการเกิดขึ้นและเป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องตระหนักรู้ว่าเรายังด้อยพรรษา วาจายังต้องตะลุ่มตะล่อมให้ดูว่ายังเด็ก แต่ก็ต้องยืนยันในสถานะว่าเราต้องเป็นผู้นำครอบครัว ในเวทีระดับชุมชน ………….. ในขณะที่ยังสะท้อนใจ กูยังไม่มีเมีย กูยังเด็ก กูเป็นลูกคนสุดท้อง กูออกมาพบปะชาวบ้านในฐานนะลูกของพ่อแม่ที่ทำหน้าที่ของการพบปะชุมชน ครอบครัวที่มีอยู่ตอนนี้ ยังคงเป็นครอบครัวของพ่อแม่ ไม่ใช่ครอบครัวของกู……… แต่พอเขาตาย แค่ไม่อยากให้มันขาด… เป็นครั้งแรกที่ตระหนักว่า …….. นี่เหรอวะ ผู้นำครอบครัว….. อยากจะหนี ก็หนีไม่ได้ อยากจะไป ก็ยังต้องเกรงใจลุงป้า ฯลฯ ปั้นยิ้มบ้าง ปั้นนิ่งบ้าง ปั้นค้อนบ้าง ตะคอกบ้าง ปั้นตะลุยบ้าง ในฐานะผู้แทนครอบครัวที่เราไม่เคยรู้เลย

…………

เราพาลนึกย้อนกลับไป สมัยที่อยู่ในสังคมมหาวิทยาลัย ……… เราทำกิจกรรมมาเยอะจนนึกไม่ออกว่ามันคืออะไร ทำไปเพื่ออะไร เพราะสุดท้ายเราก็โตมาอย่างยางนา สูงเดี่ยวๆ ไม่มีใครยันไหล่

เจอทั้งแมงวันและจิ้งจอกเหมือนลุงปูว่า เราไม่เคยตัวใหญ่อย่างใคร ไม่มีลูกลิ่วลูกล้อ ไม่มีง้อใคร ไม่มีตามหา มีแค่งานเดินคนมา ไม่เคยมีตำแหน่งใหญ่โต ไม่ได้เป็นจ่าฝูงทั้งในวงเหล้าและวงงาน ไม่เคยเป็นผีห่าซาตาน เป็นแค่คนเหมือนคน

บอกตรงๆ ว่าเมื่อเวลานั้นเหมือนเราน้อยเนื้อต่ำใจ เราเชื่อว่าเราโตได้ แต่โดยลักษณะนิสัยและเพอซันแนลลิตี้ ทำให้เรารู้ว่าเรายืนจุดนั้นไม่ได้ เราหยอกเล่นหยอกจริงคนไม่เป็น เราหยั่งเชิงคนไม่เป็น เราพูดเล่นไม่ได้เพราะเราดูจริงเกินไป เรารู้ว่าถ้าเรากล้าเหยียบตำแหน่งใหญ่เมื่อไหร่จะมีคนรักเลยคือรัก เกลียดเลยคือเกลียด เราไม่โฟกัสคน เราโฟกัสงาน เราหลอกใช้ใครไม่ได้ ยืมมือใครไม่เป็น ซึ่งมันไม่สามารถจะทำแบบนั้นได้ในสังคมไทย สังคมแห่งการตะล่อม ออมชอมกันจนตาย ทั้งๆที่เกลียดกันเข้าใส้ แต่ก็ยังอยู่กันไปเพราะผลประโยชน์……. ซึ่งเรารับสถานการณ์แบบนั้นไม่ได้ เราให้รีวอร์ดใครไม่ได้ถ้างานไม่เกิดจากตัวเขา …. เรารับไม่ได้แค่เพียงเพราะเขาเป็นศูนย์รวมใจ แล้วจะสามารถพาใครๆ มาทำงาน แต่ตัวเขาเองตอแหลไปวันๆ เอามีดกรีดกันบ้าง แทงข้างหลังบ้าง มันดูไม่แฟร์เท่าไหร่ แม้แต่กับคนของเขาเอง

ผมทำกิจกรรมนักศึกษาตั้งแต่ปีหนึ่งจนปีสามครึ่ง ด้วยความเชื่อว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าใบปริญญา จนถึงวันหนึ่งพบว่า มันไม่ใช่ที่ของเราแล้ว เกียรติยศ ศักดิ์ศรี มันไม่มีสำหรับคนกระจอก อยากจะดัง อยากจะใหญ่ ต้องมีตำแหน่ง ซึ่งผมเป็นไม่ได้ กลับไปตั้งใจเรียนให้มันจบๆ ไปดีกว่า

ผมจบการศึกษามาแล้วสี่ห้าปี หลังจากจบก็ตะลอนๆ หางานทำเหมือนใครๆ เขา แต่นิสัยเสียที่เราเป็นคนรองหัวหน้ามาตลอดคือ การสังเกตุหัวหน้า และการพิจารณาศักยภาพลูกน้องเสมอ มันทำให้เรารู้ว่า ในที่ใดก็ตามของสังคมไทย ตราบใดที่ผลประโยชน์ถูกตั้งตั้นไว้อย่างนั้น เราจะมีหัวหน้าและลูกน้องที่นิสัยเสียไม่ต่างกันสม่ำเสมอ

ผมตัดสินใจออกจากการเป็นแรงงานในระบบหลังจากทำงานได้แปดเดือน ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะยืนอยู่ในจุดไหนของสังคมไทยและสังคมโลก ผมจะไม่เป็นแรงงานในระบบตลาดแรงงาน ไม่เป็นสิ่งใดก็ตามที่ใครคาดหวัง …….. ออกมาทำงานอิสระเป็นมือปืนที่ใครจ้างอะไรก็ทำด้วยความโชคดีที่โตมากับเป็ด แต่ก็ยังคงเจอสถานการเดิมคือ เราเจอเจ้าของงานและระบบงานของนายจ้างที่นิสัยเสียยิ่งกว่าตอนที่เราทำงานอยู่ในระบบตลาดแรงงาน

ผมตัดสินใจดีดตัวออกมาจากระบบที่ใครๆ จะนึกถึง แต่ผมตั้งใจว่า คนทั้งหลายต้องได้ลิ้มรสความโกรธของผมสักครั้ง ผมตั้งใจทำสวนทำนา เป็นเกษตรกร เพื่อที่จะบอกกับใครๆ ว่า ข้างที่คุณกิน ทุกต้น ผมเป็นคนขึ้นเลือก ตีนเคยเหยียบ มือเคยจุ่ม กล้าทุกต้นเคยถูกฟาดด้วยส้นตีนของผม ลงปลูกด้วยมือของผม ต้นข้าวทุกต้น เคยลอดหว่างขาผมตอนผมลงถอนหญ้า จนเกี่ยวมาแม้จะทำด้วยเครื่อง แต่ข้าวทุกเม็ดถูกตากบนลาน และผมเอาตีนเขี่ยทุกเช้าเพื่อให้กองข้าวโดนแดดสม่ำเสมอ…. อย่างไรก็ตาม ผมยังให้เกียรติผู้บริโภคว่า หลังจากข้าวสีแล้ว จะต้องถูกบรรจุในหระสอบที่สะอาด และคุณต้องแดกไม่ตาย เพื่อชดใช้กรรมในสังคมโลกต่อไป

ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามา ผมแค่จะบอกว่าผมภูมิใจที่ได้เติบโตมาอย่างคนไม่โต ผมถามเพื่อนหลายคนที่ทำงานเงินเดือนไมม่ต่ำห้าหมื่น ว่าเขามีความสุขไหม เขาบอกเขาสบาย ในขณะที่ผมกระเบียดกระเสียนจะเติบโต แต่ผมรู้สึกดีที่อย่างน้อยได้โตมาเคียงข้างครอบครัว เงินเดือนผมไม่มาก ไม่มีค่าเสียโอกาส ไม่มีโบนัส ไม่มีค่าเสี่ยง แต่ผมได้มีชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นชีวิต ได้ดูแลครอบครัว ได้มีเพื่อนบ้าน ได้อยู่ในสังคมท้องถิ่น ได้ร่วมทำมาหากินอย่างที่ลุงป้าน้าอาทำกันมา

การเดินออกจากประตูบ้านที่ซุกหัวนอนแล้วพบเจอว่า เด็กไหว้ ผู้ใหญ่ทัก เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผม แม้ว่าที่เคยเจอมาตลอดทั้งชีวิตการเรียนและการงานเราจะเป็นแค่ลูกกระจ๊อกก็ตามที แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าเรามีความเชื่อมโยงกับสังคม เหล้าแก้วเดียวที่เขาหยิบยื่นให้ ไม่ได้หมายถึงมารยาทและการตะล่อมถามหาผลประโยชน์ในการงาน แต่เราเป็นเพียงเพื่อนบ้าน ที่เขาแค่อยากจะให้ติดลมยืดยาวจากทีจากกันไปนาน แล้วอีกนัยยะหนึ่งคือไถ่ถามถึงความเป็นอยู่ว่าอย่างไร ต่อให้เขาเอาไปนินทาว่าในทางร้าย ก็ไม่ใช่เหตุที่เราจะต้องถือ ในสังคมการงานเจอมามากกว่านี้ ชาวบ้านนินทาแค่ห้าบ้านเจ็ดบ้าน สุดท้ายมันอยู่ที่เราว่าจริงหรือไม่จริง เห็นกันทุกวัน บ้านอยู่แถวนี้ แต่ในสังคมการงาน เล่าไปห้าคนเจ็ดคนก็เรื่องใหญ่ โดยที่เขาไม่เคยใส่ใจว่าความจริงแล้วเราเป็นยังไงในชีวิตจริง

สุดท้าย ขอบคุณชีวิตการศึกษาที่สำเร็จมาตามหลักสูตร แต่เติบโตไม่ได้ในชีวิตจริง ขอบคุณญาติสนิทมิตรสหายที่บ้าน ที่เข้าใจว่าเราเป็นอย่างไร ขอบคุณที่เราเดินผ่านทีไรยังคงอบอุ่น(หรืออาจจะร้อน) ขอบคุณสำหรับการออกจากบ้านไปไกลแต่ยังได้เป็นคนสำคัญของชุมชนเมื่อเราไร้ที่อาศัย ……..

ต่อให้เราไปไกลกำพืดของตัวเองเท่าไหร่ กลับมาแล้วต่อติดได้ ถือเป็นบุญ …………

Congratulations!

Posted: February 27, 2014 in Uncategorized

นึกถึงเมื่อครั้งรับพระราชทานปริญญาบัตร อย่างที่เคยเล่าติดตลกมาเสมอว่าคุณูปการแรกแห่งปริญญาบัตรคือการบังแดดออกจากหอประชุม เดินตรึกตรองถึงเสี้ยววินาทีเปลี่ยนผ่านจากนักศึกษาสู่การเป็นบัณฑิต ชีวิตที่ผ่านมาและจะดำเนินต่อไป วินาทีของการเดินพ้นธรณีประตูสู่สังคมภายนอกที่มีผู้คนมากมาย มือซ้ายถือใบปริญญาบังแดดระอุ มือขวาหิ้วครุยและสูทเดินออกไปอย่างคนไร้หัวนอนปลายดีน ไม่มีเงิน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีกุญแจรถ ไม่มีญาติ… เป้าหมายมีเพียงเดินย่ำหน้าตามหากุญแจรถที่ฝากรุ่นพี่ไว้… มื้อแรกของการเป็นบัณฑิตคือขนมปังใส้กรอกกับนมกล่องตรงฟุตบาทหน้าร้านสะดวกซื้อ ห่างจากหอประชุมเป็นไกลเป็นกิโล… อย่างเดียวดาย…

วันนี้ผมนั่งมองน้องๆ บัณฑิตด้วยอาการที่รู้ตัวเองเลยว่า ถ้ามีกล้องถ่ายมา จะเห็นแววตาเปื้อนยิ้มบนใบหน้าตัวเอง… นี่แหละมั้ง ที่พ่อแม่ผู้ปกครองยอมจะเหนื่อยเดินทางไกลมาเพื่อแสดงความยินดีกับบุตรหลาน นึกย้อนกลับหาตัวเองแล้วสงสัยว่าทำไมถึงทำร้ายท่านด้วยการห้ามไม่ให้ญาติมา เพียงเพราะว่าเราเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะดูแลท่านทั้งหลาย

หลายคนอาจคิดว่าผมมาทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่ นักวิจัย หรืออะไรก็แล้วแต่ ทว่าเปล่าเลย ผมเริ่มต้นจากศูนย์และไม่ได้จบมาในสายงานใกล้เคียงใดๆ เรียนรู้ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่การปฏิบัติพื้นฐาน ทัศนคติ ความคิด บทเรียน วัฒนธรรมองค์กร ธรรมเนียม ฯลฯ เรียนรู้พร้อมกับน้องๆ ตั้งแต่อยู่ปีสอง จนวันนี้ต่างพากันสวมครุยอย่างภาคภูมิ

ตั้งแต่จบการศึกษา ผมทำงานอย่างหยิบเล่นหยิบวางเหมือนไม่รู้ว่าชีวิตการงานเป็นอย่างไร จนถึงวันต้องร่วมงานกับน้องๆ ทีมเขื่องๆ คล้ายกับพากันลงเรือลำใหญ่และจับปูใส่กระด้ง ต้องยอมรับว่าผมเริ่มต้นงานนี้อย่างทุลักทุเล ครั้งแรกที่ฟังหัวหน้างานสั่งงานน้องๆ ยังมึนงงและสงสัยว่าแล้วกูจะทำได้ไหม กูไม่เข้าใจคำอธิบายใดๆ สักอย่าง ในขณะที่น้องๆ ต้องมาตะล่อมว่าผมก็งงๆ แหละ แต่ในตำรามันมี….

พอถึงวันนี้ กลายเป็นว่าการงานที่เข้าที่เข้าทางและราบรื่นของผมเกิดจากการผลักดันและช่วยเหลือของน้องๆ โดยปริยาย เป็นครั้งแรกที่ทำให้รู้ว่า ถ้ากูมัวแต่เล่นกูจะพาน้องไปไม่รอด ถ้างานคือทีมกุต้องพัฒนาตัวให้ทำงานกับทีมได้ ไม่ใช่ปล่อยตัวเองเป็นภาระของทีมต่อให้ผู้ร่วมงานจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตามที

ในวันที่หน้าที่การงานของผมเริ่มแข็งแกร่ง มั่นคง เป็นรูปเป็นร่าง ต้องขอบคุณน้องๆ ที่เราได้แลกเปลี่ยนแบ่งปันและเรียนรู้มาด้วยกันเสมอ จนถึงวันที่เราต่างประสบความสำเร็จในวันนี้…. พร้อมๆ กัน… ถ้าถามว่ามันถึงที่สุดแล้วไหม มันก็คงยังไม่ใช่…. เราทุกคนยังต้องเรียนรู้และพัฒนากันต่อไป แต่อย่างน้อย …. วันนี้ล่ะที่ใครๆ ต้อมยอมรับว่าเราครบพร้อมศักดิ์ สิทธิ์ และเกียรติ ทุกประการ

มาถึงวาระเฉลิมฉลองที่น้องๆ รับปริญญาบัตร ต้องบอกว่าภูมิใจมากกว่าตอนที่เคยรับมาด้วยตัวเอง และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากน้องๆ มาเสมอ ……… ขอทุกมงคลอนันต์ประการอำนวยพรแก่บัณฑิตทุกท่านครับ

เราว่าเป็นเพราะตอนนี้เป็นโค้งสุดท้ายของคน GenX ในสายการเมือง และกำลังถูกแทนที่ด้วยคน GenY ที่กำลังเป็นมนุษย์ในตลาดแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ รวมไปถึงสายงานราชการ-การเมือง

เราว่ามนุษย์ GenY แม้จะชอบทำให้ชีวิตการงานกับชีวิตส่วนตัวเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ก็ไม่ชอบให้ชีวิตการงานทำให้ชีวิตส่วนตัวถูกใครขุดโคตรเหง้าสักราชมาด่า และเท่าที่เจอมาทุกคนเห็นพ้องกันว่า “ระบบราชการสอนให้คนโกง” ในขณะเดียวกันก็อธิบายว่า “เราควรโกงบ้างเพื่อให้เกิดงาน ไม่ใช่โกงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”

ในขณะที่ GenX ที่เหลือในปัจจุบัน เป็นมนุษย์ชุดสุดท้ายที่ถูกขัดเกลาก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของทัศนคติการงานและการเมืองว่า “การทำงานในสายงานราชการ-การเมือง เป็นสายงานที่เอื้อผลประโยชน์ทับซ้อนและอำนาจส่วนบุคคล ตำแหน่ง บำเหน็จ และอำนาจ” และเป็นมนุษย์เช้าชามเย็นชามที่ทำงานเฉพาะ Office time เท่านั้น ไม่ทำงานในชีวิตจริง

ราวกับว่าคน GenY ช่วงต้น (อายุประมาณ ๓๐±๕ ปัจจุบัน) ได้บทเรียนความเหน็ดเหนื่อย ภาระ เจ็บปวด ล้าหลัง คดโกง และล้มเหลว จากพ่อแม่ซึ่งเป็น GenX ช่วงกลาง (อายุประมาณ ๕๐±๕ ในปัจจุบัน) จึงสร้างวิธีคิดและเลือกทัศนคติใหม่เป็นทางออก ซึ่งคัดง้างกับทัศนคติ และวิธีปฏิบัติแบบเดิมๆ ที่ฉ้อฉล

ทั้งหมดทั้งมวล เราว่ามันเป็นการไล่รื้อ-โละถอน บุคลากรข้ามรุ่น ……… ซึ่งมันเป็นการปะทะทางทัศนคติ นำมาซึ่งวิธีและกระบวนการปฏิบัติที่ต่างออกไป…….ดังนั้น เราจึงยังยอมรับสถานการณ์การเคลื่นไหวทางการเมืองปัจจุบัน และเชื่อว่ามันจะถูกคลี่คลายไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยวิธีปกติของ Generation ที่เปลี่ยนไป

………… รอวันที่ GenY เป็นใหญ่ในสังคม

อ้างถึง CSI NY S9 EP17 บทจบของละครที่ไม่เคยบอกว่าโลกนี้สวยงามจริงหรือเลวร้าย และยืนยันคำเดิมจนจบฤดูกาลที่เก้า ด้วยเหตุการที่ผมชื่อว่าถ้าเราจะตระหนักย้อนถึงตัว นับเป็นอุทาหารณ์แก่สิ่งที่คนไทยเรากำลังเผชิญอยู่ปัจจุบัน

เรื่องราวของละครตอนสุดท้ายคือการลุกฮือของประชาชนที่ทราบข่าวการตายของชายบริสุทธิ์ และทุกคนต่างร้องตะโกนว่าเขาไม่มีแม้
แต่อาวุธด้วยซ้ำ ในขณะที่นายตำรวจผู้ตกเป็นจำเลยของเหตุการณ์ ยังคงยืนยันเรื่องราวก่อนหน้าที่เขาจะยิงสังหารผู้เสียชีวิต ว่าเขาถูกยิง
ตอบโต้ และได้แจ้งศูนย์วิทยุแล้วตามโปรโตคอลทุกประการ

บทสรุปของละครตอนสุดท้าย คือไดอาลอกของหญิงคนรักของผู้ตายกล่าวกับสื่อที่รอฟังความจริงด้วยข้อความว่า

“ฉันบอกได้ว่า วันนี้เป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตฉัน
เป็นวันที่เลวร้ายที่สุดของครอบครัวของผู้เสียชีวิต
และเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของนายตำรวจมือสังหารด้วย
ฉันอยากขอให้ทุกอย่างจบ
นายตำรวจคนนั้น ไม่ได้ตื่นขึ้นมาวันนี้เพื่อที่จะมาฆ่าเขา
มันเกิดขึ้นจากคนสองคน ที่ตื่นมาวันนี้ และเลือกที่จะก่อเหตุในชุมชนของเรา
โดยหวังจะขโมยสิ่งที่ไม่ใช่ของเขาไป
เขาทั้งสองพยายามจะสังหารนายตำรวจคนนั้น คนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อชุมชนของเรา
สักวันฉันหวังว่าจะสามารถพบหนทางที่จะยกโทษให้กับนายตำรวจคนนี้ได้ แม้เขาจะได้พลั้งพลาดพรากคนรักของฉันไปก็ตาม
แต่ฉันจะไม่ให้อภัยคนผิดทั้งสองอย่างเด็ดขาดหากว่าเขาฆ่านายตำรวจคนนั้น
และที่เลวร้ายที่สุด เขาได้พรากคนที่มีค่าที่สุดของฉันไปด้วย”

ผมมองว่าเรากำลังพลาดมุมของความรู้สึกรักและหวงแหนเล็กๆ ของเราทุกคนไป ในขณะที่เรากำลังเผชิญกับการวิวาทจากวาทกรรมของ
บุคคลหลายฝ่าย โดยที่เราไม่เคยมองเห็นเลยว่า ในมุมตึกที่ผู้ร้ายกับตำรวจวิ่งเข้าไป เหตุการณ์เป็นอย่างไร ระเบียบวิธีของการจับกุมคือ
อะไร ความจริงคือสิ่งไหน นี่คือสิ่งที่ละครเรื่องนี้พยายามสะท้อนออกมาเสมอ

เฉกเหมือนปัจจุบันที่เรากำลังคล้อยตามการปลุกเร้าของกระแสที่ต่างคนต่างฝ่ายเสนอออกา โดยที่เราไม่เคยประจักเบื้องลึกความจริง
ด้วยตนเองแม้สักครั้ง ในขณะที่เราคล้อยตามไปกับการตีความที่ใหล้เคียงกับสิ่งที่เราสังเกตุเห็นมาบ้างเกิดเป็นสมมุติฐาน แต่ยังไม่ทันจะ
มีใครพิสูจความจริงสักครั้ง เราต่างพากันลุกฮือขึ้นพร้อมๆ กับการปั่นป่วนทางการเมืองประเภทเธอเข้าข้างฉัน เธอเข้าข้างเขา คล้ายกับ
เชื่อสนิทใจแล้วว่าสมมุติฐานเป็นเรื่องจริง

ในขณะที่คนบางกลุ่มพยายามยืนนิ่งด้วยความเชื่อว่ามันจะคลี่คลาย และพร้อมจะรับฟังความจริงที่ต้องใช้เวลาและหลักฐานในการพิสูจน์
กลับยังต้องบาดเจ็บเดือดร้อนไปกับการลุกฮือและการเคลื่อนไหวเพียงด้วยโทสะที่ไร้สติควบคุมใดๆ และท้ายที่สุด เราทุกคนต่างก็ล้วน
สะบักสะบอมไปกับเรื่องราวเหล่านั้นอย่างหาเหตุและผลของความเจ็บป่วยยกประเทศไม่ได้ ราวกับกิดอุปาทานหมู่ แล้วรวมกลุ่มวิวาท
อย่างบ้าคลั่ง

ราวกับว่าเรากำลังลืมนึกถึงคนที่เรารักและเขาพร้อมจะมอบให้ความรักแก่เราได้เสมอ นึกถึงครอบครัว นึกถึงมิตรสหาย นึกถึงใครก็ตามที่
เมื่อถึงคราวเคราะห์ของเรา เขาจะรอฟังข่าวคราวของเราอย่างใจจดใจจ่อ รอฟังแม้จะเป็นตายหรือร้ายดี รอฟังเรื่องของเราอย่างระลึกถึง
ด้วยก้นบึ้งของหัวใจแม้จะเป็นข่าวร้ายที่จะพรากกันไปตลอดกาล

เชื่อเถอะว่าเขาไม่รอฟังข่าวของเราในเหตุการณ์โกลาหนใดๆ เพราะที่นั่นอึกทึกเกินกว่าจะเงี่ยหูได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นอย่างเศร้าโศกปวด
ร้าวของเรา หรือแม้จะเป็นเสียงกระซิบบอกรักข้างๆ หูก็ตามที

และขอให้เชื่อเถิดว่า คนที่รักเราจริงจะนั่งรอฟังเสียงของเราอยู่ในที่ที่เคยอยู่ร่วมกันมาแสนนาน กำลังนั่งก้มมองสิ่งของแทนตัวเราอันจะ
เป็นแหวนเพชรวงงามมากค่า หรือแม้เพียงแต่เศษเล็บปลายนิ้วเท้า …….. เขาจะเฝ้ามองดูเราอย่างคะนึงเสมอ

ทำไมเรายังลุกฮือไปกับกระแสที่เราไม่รู้ตื้นลึกใดๆ และทำไมเราหลงลืมว่าใครเป็นห่วงเราอยู่เบื้องหลัง

หญิงสาวพูดคุยกับนายตำรวจผู้แถลงความจริงเรื่องการตายของชายคนรักของเธอว่า
ชายหนุ่มบอกแก่เธอ “ชีวิตคือปัจจุบัน เป็นชีวิตเดียวที่มั่นใจได้” ก่อนที่เขาจะจากไปเรียนต่อคล้ายเป็นลาง
“ได้โปรด ฉันไม่ขอเก็บแหวนวงนี้ไว้… มันจะทำให้นึกถึงสิ่งที่ไม่น่าจะเกิด”

เราน่าจะอยากลืมเหตุการณ์แย่ๆ อย่างทุกวันนี้ เผื่อจะได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ จากเรื่องดีๆ ในชีวิตบ้าง

เราต่างเคยได้ทราบมาแล้วว่าโลกของเราก้าวผ่านยุคต่างๆมาหลายครั้ง นับแต่ยุคสงครามดินแน ยุคเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม และปัจจุบันยุคสามรสนเทศ… หลายคนอาจโต้แย้งจากหัวข้อที่ผมจั่วไว้ แล้วยุคสมัยใหม่คือสิ่งใด?? ผมต้องขออนุญาติตอบอย่างตีขลุมและไม่มีแหล่งอ้างอิงว่า “สมัยใหม่” ตีรวมเอายุคอุตสาหกรรมและยุคสารสนเทศรวมกัน เพราะในสองยุคนี้ สิ่งที่มีอิทธิพลร่วมคือสิ่งเดียวกันคือ “เทคโนโลยี” 

และในสิ่งที่เราต่างทราบเช่นเดียวกันคือ ยุคอุตสาหกรรมเป็นยุคสมัยของการผลิตมวลชล นั่นคือการทำอย่างไรก็ได้ให้เพียงพอแก่ประชากรของโลก ในบทความนี้ผมขออนุญาติมุ่งประเด็นไปยังเรื่องอาหาร ภาคเกษตรกรรมซึ่งถือว่าเป็นผู้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องจึงเปลี่ยนบทบาทไปสู่การเป็นผู้ผลิตทรัพยากรเพื่อป้อนสู่ภาคการผลิตมวลชน หรือที่เราเรียกกันว่า “อุตสาหกรรมอาหาร”

มาลองมองในสังคมไทย เราเคยผลิตผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เกี่ยวข้าวขึ้นยุ้งฉาง แต่เราเปลี่ยนเป็นการผลิตข้าวป้อนโรงงานเพื่อสีและบรรจุข้าวสารถุงจำหน่าย ถามว่าจนทุกวันนี้เพียงพอไหม เชื่อเถิดว่าไม่พอ ต่อให้เรามีผลผลิตข้าวล้นตลาดในประเทศ แต่ระบบการค้าระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องของคุณภาพและ ฯลฯ ทำให้เราส่งออกข้าวตกเกรดไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่า ทำไมต่างชาติขาดแคลนข้าวทั้งที่บ้านเรามีข้าวล้นเมืองจนราคาถูกลงจนเกษตรกรบางรายตั้งคำถามว่า “กูเคยขายข้าวเปลือกเกรดดีมากให้มึงไปแล้ว ทำไมกุไม่เคยได้ซื้อข้าวสารของกูกลับมากิน”

ส่วนตัวแล้วผมไม่คิดอ่านเรื่องเหล่านั้น เพราะทันทีที่เราขายข้าวเขาไปทั้งยุ้ง เราไม่มีสิทธิ์รู้หรอกว่ามันจะไปตกอยู่ที่ไหน นี่คือการผลิตทางการเกษตรเพื่อป้อนสู่ระบบอุตสาหกรรม หรือภาคการผลิตมวลชล และทั้งนี้ทั้งนั้น ผมขออนุญาติสร้างตุ๊กตาจำลองทางการศึกษาเรียกภาคการผลิตผลิตถัณฑ์อุตสาหกรรมการเกษตรว่า Modern Agriculture อันนำมาซึ่งแนวคิดของ Fast Food หรือ อาหารจานด่วน ซึ่งจะเป็นตัวเปรียบเทียบกับการผลิตแบบเพื่อปากท้อง เอาข้าวขึ้นยุ้งฉาง ทำการเกษตรแบบภูมิปํญญา หรือถ้าจะอธิบายแบบฝร้่งก็ใช้คำว่า Traditional Agriculture

ณ เวลานี้ เรายอมอยู่ในยุคสมัยของอุตสาหกรรมการเกษตรมาหลายปี จนเราหลงลืมว่ามันคือสิ่งใด เราทานเนื้อสัตว์แช่แข็ง ผักแช่แข็งมาจนชิน จนวันหนึ่งมีคนเริ่มตั้งคำถามกับมันว่า มันปลอดภัยไหม มันเป็นสิ่งที่เราควรกินจริงเหรอ แล้วมันก็นำมาสู่แนวคิดหักล้างคือเกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ และ อาหารอย่างเชื่องช้า (Slow Food) ซั่งเมื่อถามว่ามันคือความตระหนักในจริยธรรมหรือ ต้องตอบว่ามันคือความเขียวแก่-เขียวอ่อนที่ต่างกัน และผมจะไม่พูดถึง แต่มันคือการย้อนแยงมุมมองของ Modern Agriculture อย่างที่เราคุ้นชิน

ผมไม่แน่ใจว่าจะอธิบายหรือใช้คำจำกัดความของการเกษตรหลังจากยุคสมัยใหม่ใดได้มากกว่าคำว่า Post-Modern Agriculture ซึ่งมันก็คือการตั้งคำถามว่าการพยายามเพิ่มตัวคูณของผลผลิตในยุคการผลิตแบบสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปุ๋ยเคมี การสร้างสภาพแวดล้อมจำลอง ไปจนถึงการตัดต่อพันธุกรรม ว่ามันจะมีผลหรืออันตรายต่อมนุษย์อย่างไร และเป็นที่มาของการส่งเสริมการเกษตรแบบอินทรีย์ ที่พยายามชี้แจงว่า ปลอดภัยตลอดกระบวนการผลิต

ส่วนตัวกระผมเองแล้ว ไม่ได้ตั้งแง่กับกระบวนการเกษตรแบบ Post-Modern Agriculture เพราะมันคือสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่บรรพบุรุษเคยทำมาคือ Traditional Agriculture แต่สิ่งที่ผมประหลับประเหลือกใจคือความพยายามเอาตัวชีวัดแบบ Modern Agriculture มาใช้ในทางปฏิเสธ คือถ้าทางภาคการผลิตแบบทวลชลเคยตั้งกฎมายังไง ในทางอินทรีย์ก็จะพยายามปฏิเสธให้ได้สุดขั้วขนาดนั้น …………..

มันเหมือนกับคนหัวคิดเหล่านี้พยายามฆ่าฟันกันในเรื่องทฤษฎีและแนวคิด ในขณะที่คนที่อยู่ในงานการผลิตหรือเกษตรกรต้องพยายามเพื่อให้ตนเองได้ขายผลิตผลทางการเกษตรตามแบบของเขา ………….. โดยที่เขาไม่ยอมและไม่เคยสนใจว่าเราลำบากแค่ไหนกับสิ่งที่เราต้องทำ

สุดท้าย ……….. ในฐานะของเกษตรกรคนหนึ่ง ผมไม่เห็นจะเคยสนใจเลยว่าคนอย่างพวกมึงจะมารู้อะไรว่ากูทำอะไรอยู่ พวกมึงก็สนใจแต่จะโต้แย้งอยู่บนหอคอยงาช้างและไม่เคยเปื้อนดินเปื้อนโคลนเช่นกู กูในฐานะผู้ผลิตจริง มึงเคยเข้าใจบ้างไหมว่ากูตรากตรำเพียงใด แถมยังต้องทำตามสิ่งที่มึงบอก และวัดผลกับกูที่จุดทศนิยมที่มึงวัดค่าองค์ประกอบสภาพแวดล้อมว่ากูผ่านไม่ผ่าน

ณ เวลานี้ บอกตรงๆ ว่าผมจะไม่สนใจมาตรฐานใดๆ ทั้งสิ้น ความเป็นอินทรีย์ของสิ่งที่ผมทำจะเป็นมาตรฐานอินทรีย์ที่ผมทำ ถ้าใครจะไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ของผม ก็จะปล่อยให้เขาตายในความยโสแห่งมาตรฐาน และผมจะไม่ผลิตอาหารเพื่อคนที่ไม่เห็นใจผมอีกต่อไป

ต่อให้คุณเป็นราชาและคุณหวังว่าจะมีโอกาสทางอาหารมากกว่าคนอื่น… คุณจะไม่มีวันได้รับอาหารจากผม… ผมถือว่าขอทานไม่มีสิทธิ์เลือกผู้ให้

อย่างที่ทราบกันกีว่าผมทำนา นับเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วยการตัดสินใจอย่างคะนองว่า “เอาสิ… ปลูกผักยังปลูกได้ ทำไมจะทำนาไม่ได้”

จุดเริ่มต้นมาจากคำชักชวนว่าให้ปลูกข้าวหอมนิล แล้วจำหน่ายด้วยการสร้างแบรนด์สินค้าเองเพื่อจำหน่ายปลีก ผมเองมองเห็นสิ่งที่คิดไว้มานานคือการผลิตและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรโดยปราศจากคนกลาง ซึ่งเรื่องของช่องทางการจำหน่ายยั้ยผมเองก็ยังจนปัญญาแม้ว่าได้ลงปลูกไปแล้ว ก็ยังนึกไม่ออกว่า เมื่อข้าวบรรจุถุงไปแล้ว จะนำไปวางขายที่ได้

ผมและเพื่อนพ้องน้องพี่พากันเริ่มต้นหว่านกล้างเมื่อ ๒๔ กรกฎาคม ถอนกล้าข้าววันที่ ๒๓ สิงหาคม ด้วยสามแรงอย่างถูลู่ถูกังและอ่อนล้าตามประสาคนไม่เคยทำนา… ด้วยความโชคดีของการมีกัลญาณมิตร เพื่อนส่งลูกจ้างมาให้สองคนเพื่อปลูกข้าว ๑ วันในพื้นที่สองไร่ ถือว่าเกือบแล้วเสร็จใน ๑ วันถัดมา และด้วยแรงงานของพี่น้องอีกสี่ห้าแรงสำหรับอีกงานกว่าๆ ครึ่งวันเสร็จสรรพในวันที่ ๒๕ สิงหาคม

ผมพูดติดตลกกับทุกคนว่า “เกี่ยวข้าวเมื่อใด ฮาจะตั้งถ่านฮ้อนๆ หุงให้ขึ้นเต๋มหม้อ ตักใส่จานแล้วฮาจะเกี๊ยวหื้อแหลว… ก้าฮาอิด” มันคือความคะนองปากเมื่อครั้งแรกเริ่ม หลังจากปลูกข้าวเสร็จ เรายังคงรอให้ข้าวตั้งตัวด้วยระดับน้ำน้อยๆ ไว้… จนเวลาผ่านไปสัปดาห์ก็แล้ว น้ำยังไม่มา หญ้าเริ่มเขียวงามขึ้นมาพร้อมๆ กับข้าวที่ตั้งตัวได้

เวลาล่วงเลยมาและจำไม่ได้ว่านานเท่าไหร่ด้วยความโหมงานวัจัยที่รับมา จนถึงเวลานี้ที่ต้องลงปุ๋ย สิ่งที่ต้องลงไปคลุกย่ำในแปลงนาอีกครั้งคือการถอนหญ้า ถามว่าจำเป็นไหมกับสิ่งนี้ มันไม่จำเป็นหรอกหากว่าเราตัดสินใจเอาสารเคมีคุมหญ้าลงก่อนที่เราจะปลูกข้าว แต่เราอุตริเลือกที่จะพยายามปรับพื้นที่ให้เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ เราเลือกที่จะไม่ใส่ปุ๋ยเคมีตั้งแต่ตอนหว่านกล้า และเราจะทำอย่างนี้ทั้งกระบวนการ… มันคือความอุตริในขั้นที่สอง

ระหว่างที่ผมลงถอนหญ้า เพื่อนพ้องน้องพี่ต่างก็มาเยี่ยมเยียนช่วยเหลือเป็นครั้งคราว สิ่งหนึ่งที่ผมตระหนักคือ เราไม่มีศักยภาพพอจะขอความช่วยเหลือใดๆ จากใครเลย ในเมื่อเรายังมองไม่เห็นว่าเราจะมีรายได้การันตีว่าเราจะสามารถจ่ายค่าจ้างแก่ใครได้… ผมก้มกน้าก้มตาถอนหญ้าแปลงนาไปเรื่อยๆ พยายามไม่กดดันตัวเองว่ามันต้องเสร็จๆ แต่อย่างที่เราเป็นเรา พอเอาเข้าจริงกลับรู้สึกว่าเรากำลังหักโหมอยู่กลายๆ

หลายวันที่ผ่านมากลางแดดและความแสบจากใบข้าว ผมตั้งคำถามว่า “ความเป็นเกษตรอินทรีย์หมายถึงอะไร” คือการพยายามทำให้ผู้บริโภคพอใจสิ่งที่เราทำ โดยที่เขาไม่เคยเห็นใจเราเลยอย่างนั้นหรือ? ก่อนหน้าผมเคยถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับผลผลิตผักมามากว่า “เกษตรอินทรีย์ดีกว่าเกษตรทั่วไปอย่างไร ทำไมต้องแพงกว่า” และหลายคำบอกทางวิชาการว่ากันว่า “เพราะว่าผู้บริโภคหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น (People are more concern about their health.)” และตามประสาคนการศึกษาต่ำ ผมก็ตั้งคำถาม “อย่างนั้นจริงหรือ?(Really?)”

และระหว่างที่พยายามทำการเกษตรอินทรีย์ ท่ามกลางแดดร้อนระอุแทบจะเป็นลม และแสบคันจากใบข้าวบาด ผมตระหนักคิดได้ว่า “People are not concern about their health, but just worried about their hospitality service payment.” (พวกเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพหรอก พวกเขาแค่กังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจากบริการรักษาพยาบาลมากกว่า)… สิ่งที่ผมคิดไม่ใช่เพราะว่าผมกำลังดูแคลนผู้บริโภค แต่เรื่องจริงคือหากพวกเขาห่วงใยสุขภาพของเขาจริงๆ เขาย่อมไม่ต้องคิดอ่านเรื่องราคาของผลผลิตอผักหรือผลิตภัณฑ์อินทรีย์ หรือหากจะคิดเขาต้องคิดว่า เมื่อบวกลบคูณหารค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลกับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เหนือกว่าสิ่งที่เขาสามารถใช้จ่ายเพื่อสุขภาพที่ดีได้

หลายคำกล่าวบอกว่า “เมื่อถึงจุดหนั่งที่เกษตรกรเริ่มสนใจจะผลิตผลิตภัณฑ์อินทรีย์มากขึ้น ราคาของผลผลิตทางการเกษตรแบบอินทรีย์จะถูกลง” ราวกับทุกคนเชื่อว่า ราคาของผลผลิตทางการเกษตรทุกวันนี้สมเหตุสมผลแล้ว ทั้งที่ตลอดมา ผมเห็นแต่เพียงว่า เกษตรกรจนลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ทำงานหนัก และยังหนักยิ่งกว่าเดิมเมื่อเข้าไปสู่ระบบเกษตรแบบมีพันธสัญญาและถูกพ่อค้าคนกลางกดขี่

ส่วนตัวผมแล้วบอกตรงๆ เลยว่าจากทั้งหมดทุกสิ่งที่ผมทำมา ไม่ว่าใครจะมองว่าอย่างไร แม้ว่าผมจะยังไม่ได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อย่างที่ใครคาดหวัง แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำด้วยน้ำพักน้ำแรงของผมเองมีคุณค่า  และคนที่จะนำมันไปบริโภคเพื่อสุขภาพและความอิ่มท้อง เขาจะต้องเห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเช่นกัน ผมจะไม่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของผมราคาถูกลงเพื่อแบ่งส่วนแบ่งตลาดกับใครๆ และผมจะไม่ส่งเสริมให้เกษตรกรรายใดพยายามลดราคาสินค้าของตนเพื่อผู้บริโภคที่ไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่เราทำมีคุณค่าอย่างไร แม้นว่าผมจะสามารถส่งเสริมเกษตรกรให้ลดต้นทุนการผลิตได้ แต่ผมจะไม่ส่งเสริมให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรไม่ว่าจะในระบบเกษตรเคมีหรืออินทรีย์ให้ถูกกดราคาด้วยการเหยียบย่ำด้วยผู้บริโภคที่มองเห็นมันเป็นเพียงสินค้า โดยไม่คำนึงถึงความเป็นผลิตผลของสัมมาอาชีพหนึ่งเช่นกัน

บทสรุปคือ ผมไม่ได้พยายามเรียกร้องตามกระแสการค้าแบบยุติธรรม (Fair Trade) แต่ผมแค่อยากสร้างฐานะแก่เกษตรกรในฐานะของผู้สร้างความมั่นคงทางอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ ผมแค่อยากจะปลุกให้เลือดเนื้อเกษตรกรเราตระหนักว่า เราเป็นผู้ชุบเลี้ยงโลกนี้มาแต่ไหนแต่ไร ต่อให้โลกอยู่ในยุคสงคราม ยุคอุตสาหกรรม ยุคสารสนเทศ หรือยุคอื่นใด มนุษย์ยังคงต้องบริโภคอาหาร และเราเกษตรกรอันเป็นผู้รับผิดชอบด้านอาหารมาแต่ไหนแต่ไร ทำไมเราต้องยอมให้ผู้บริโภคซึ่งไม่เคยสัมผัสกระบวนการผลิตของเรามาเป็นผู้กำหนดราคา แถมยังย่ำยีเราว่าอาชีพสกปรกเปื้อนดินโคลน

“เราไม่จำเป็นต้องทำมาหาเลี้ยงคนที่ดูถูกเรา”

นานแล้วที่ไม่ได้เยือนหน้าจอบล๊อกส่วนตัว เคยพยายามจะเขียนเล่าเรื่องราวสักห้าย่อหน้า แต่พอเริ่มเขียนเข้าจริงกลับรู้สึกว่าเคยชินกับการเขียนข้อความสั้นๆ เป็นโพสตามโซเชียลเนทเวิร์ค จนบางครั้งเหมือนกับคนคิดอะไรห้วนๆ จนความสามารถในการขยายความ ตระหนัก ครุ่นคิด เริ่มหดหาย และไม่สามารถเขียนอะไรแบบอธิบายความได้ …….. เหมือนถูกเครื่องมือเหล่านี้ลดทอนความเป็นมนุษย์ (Systematic Dehumanization)

ครั้งนี้จะพยายามไม่ผูกเรื่องสิ่งใดเป็นหัวเรื่องหลัก เพื่อรื้อฟื้นความรู้สึกแต่ครั้งแรกเริ่มที่เขียนบล๊อก แต่เชื่อเถิดว่า วิธีการเขียนที่เขียนอยู่ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่วิธีการเขียนแบบดั้งเดิมที่เคยเขียนมา อาจจะเพราะความฉุนเฉียวลดลงและความยำเกรงต่อโลกมากขึ้น จึงทำให้การเขียนอะไรในช่วงหลังมีถ้อยสำนวนแปลก ……. แม้แต่อ่านเองก็ยังรู้สึกแปลก ………

การคิดถึงที่ทางส่วนตัวนี้ก็อีกอย่าง เมื่อช่วงอายุล่วงเลยมาเกือบครึ่งคน เจอโลกมากขึ้น เจอคนมากขึ้น จากที่เคยคิดว่ารั้วมหาวิทยาลัยกว้างมากแล้วกว่าที่เคยเจอมาก่อนหน้า การใช้ชีวิตอย่างประชากรทั่วไปบนโลกกลับเป็นเรื่องที่เรียกว่าว่า ไม่มีรั้วมาล้อมกรอบเรา …. จะพูดให้ถูกในอีกทางคือ …. ไม่มีรั้วมาป้องกันเรา ………….. นี่คืออีกเหตุผลที่วิธีการคิด นิสัย และอะไรอีกหลายอย่างในชีวิตเปลี่ยน ……. เป็นวันที่เราเป็นคนเทียบเท่าทุกๆ คน ……….. เมื่อใครสักคนเกลียดเรา เขาจะไม่ให้อภัยเพราะเราเป็นนักศึกษา(เป็นเด็ก)เหมือนที่เคย

อีกเบื้องลึกส่วนตัว เมื่อได้สัมผัสโลกที่กว้างว่ารั้วมหาวิทยาลัย….โลกแห่งวิชาการ …….. เรากลับพบผู้มีภูมิปัญญาและภูมิรู้ ทั้งที่เขาไม่ได้ผ่านโลกแห่งวิชาการ-การศึกษาเช่นเรา …. แต่เขาก็ยังประสบความสำเร็จทั้งตามที่ตนพึงพอใจและได้การยอมรับจากผู้คนรอบข้าง ….. เอาเข้าจริงในเชิงวิชาการเรามากกว่าเขา แต่เราก็ยังไม่เคยทำสิ่งใดได้เท่าเขา … และในเบื้องสำนึก แม้นเป็นเพียงคนเช่นเท่ากับเขา จะทำได้อย่างเขาไหม

มันเป็นสถานการณ์ให้ฉุกคิดอย่างตระหนักและตรึกตรองว่า ณ เวลานี้ หากเราจะเก่ง จะเก่งแต่ปากว่าเหมือนเด็กสร้างบ้านไม่ได้แล้ว เราต้องสร้างให้มันเป็นรูปธรรมเพื่อพิสูจน์ความสามารถและศักยภาพความเป็นคน ต้องเก่งได้จริงอย่างเทียมเท่ากับที่ใครๆ เขาทำไว้ และได้รับการยกย่องยอมรับแล้วว่าเก่งจริง ….. ต้องลงมือ ต้องพิสูจน์ฝีมือ ต้องทำงานหนัก …….

นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลที่ทิ้งร้างห่างเหินจากพื้นที่ส่วนตัวแห่งนี้ …… ทั้งที่เชื่อเสมอว่าที่แห่งนี้สามารถเททุกความระยำห่าเหวของตัวเองได้เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครอ่าน …… แต่ในชีวิตจริงที่ทำให้รูปแบบความคิดเปลี่ยนไป นอกจากต้องพิสูจน์ฝีมือให้ใครๆ เห็นแล้ว ยังต้องพิสูจน์กับตัวเองว่าเราไม่ใช่คนงอมืองอเท้า และไร้ความรับผิดชอบ …… เมื่อตอนแรกที่ลงแรงทำงานของตัวเอง ก็ยังสู้เพียงแค่นั้น …….. แต่เมื่อมีเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ชักชวนกันมาร่วมแบ่งปันความเหนื่อยล้าอย่าง “ใจล้วนๆ” ก็ยิ่งทำให้ต้องพิสูจน์ความเป็นคนที่ต้องปฏิบัติต่อคน แรงต่อแรง น้ำใจต่อน้ำใจ …..

ต้องยอมรับว่าทุกอย่างในชีวิตเปลี่ยนไปมาก เวลาเปลี่ยน สถานการเปลี่ยน ความคิดอ่านเปลี่น คนเปลี่ยน ……..  ในสถานการณ์ทั้งดีและร้าย ไม่ว่าจะเรื่องอะไร นึกไม่ออกว่าถ้าเป็นสมัยยังเด็กจะรู้สึก และคิดอ่านจะต่อยอดมันไปอย่างไร ……….. ถ้าเป็นเหตุดี คงเพียงฉลองอย่างเมามันหัวราน้ำ ไม่คิดอ่านว่าใครเพื่อนกินหรือเพื่อนตาย รักจริง รักกิน รักประโยชน์ ……….. ถ้าเป็นเรื่องร้าย คงทิ้งทุกอย่าง เพื่อน งาน ความรับผิดชอบ แล้วเดินหนีไป

ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะเรื่องดีเรื่องร้าย เพื่อแสดงตนว่าเป้นกลางกับทุกคน ทุกความคิด ทุกศักดิ์และสิทธิ์ในความเป็นคน กลับจะต้องเฉยให้ได้มากที่สุดราวกับไม่รัก ไม่เกลียด ไม่ตั้งแง่กับใครหรือสิ่งใด … นี่เป็นอีกสิ่งที่รู้สึกจากการพิจารณาตัวเองแล้วว่าต่างแตกแปลกเปลี่ยนไปมาก ……… ที่รู้สึกแปลกไปกว่านั้นคือ บางครั้งเจอเพื่อนพ้องน้องบางคนที่วัยวุฒิน้อยกว่าเรา (เน้นว่าวัยวุฒิ) ยังรู้จะนิ่งกว่าเราด้วยซ้ำ จนบางโอกาสยังตั้งคำถามอยู่ในใจว่า เพราะเด็กโตกว่าเรา หรือเพราะบุคลิกเขาเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

และ ณ เวลานี้เช่นกัน ผมรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกับการเติบโตเป็นบุคคลบนโลกที่มีศักยภาพไม่เทียมเท่ากับอีกหลายๆ คนที่ได้พบเจอ ทั้งที่เราต่างมีมือเท้า เหมือนกัน แม้นบางผู้พิการยังยิ่งใหญ่ได้มากกว่า ….. ไม่ได้อยากเป็นคนเหนือคนนะ …… แค่อยากเป็นคนมี่มีคุณประโยชน์ต่อโลกได้เท่าๆ กับคนที่เป็นคนเหมือนกัน ………….

เริ่มรู้สึกว่ายืดยาว ยืดเยื้อ และเมามาย บทสรุปคือ ไม่ได้มาเขียนบล๊อกเพราะยุ่งมาก เจอคนเยอะ เจองานเยอะ เจอสถานการเยอะ ทำให้ความคิดเปลี่ยน มันทำให้ไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะมัวแต่วนหมุนกับอะไรหลายอย่าง…. ขณะที่มีพี่ผู้คอยชี้แนะว่า “ถ้าไม่ตกผลึกความคิดเพราะยังอยู่ในกระบวนการ จะเขียนอะไรจบอย่างมีบทสรุปที่ชัดเจนไม่ได้” ในขณะที่ผมเองคิดว่าต้องเขียนบล๊อกตามอย่างหลักการภาษาไทยที่ถูกต้อง จึงเลิกเขียนอย่างตามอารมและความพอใจ(แม้ว่าใครๆ จะไม่มาอ่าน) ด้วยความหวังว่าจะเป็นบล๊อกที่ดีบ้าง ต้องคิดอ่านระหว่างเขียนอยู่พอสมควร …..

บางครั้งรู้สึกว่าเขียนอย่างนี้ขาดอรรถรสในการอ่าน แต่ก็ยังหวังว่าจะมีคนมาอ่านอย่างชื่นชอบและเต็มใจ