เมื่อนานมาแล้ว ประเทศไทยมองเห็นความเจริญก้าวหน้าของนาๆ อารยประเทศ และมีความเชื่อว่ามันคือแบบอย่างความเจริญที่ตนพึงสร้างเพื่อความก้าวหน้าทัดเทียม จึงรับเอาหลายสิ่งอย่างเข้ามา “ระบบการศึกษา” ก็เป็นหนึ่งในสิ่งเหล่านั้น… เป็นสิ่งที่รับเขามา

เค้าเหตุตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง นับเป็นยุคฟุ้งเฟื่องด้านการสร้างปัญญาชนเพื่อเข้าไปบริหารบ้านเมือง ความเชื่อที่ว่า “ให้ตั้งใจเล่าเรียน โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน” นี้จึงฝังหัวกันมาแต่บุร่ำบุราณ ความเชื่อว่าการเป็นข้าราชการ เป็นข้าแผ่นดิน เป็นเกียรติสูงส่ง เป็นจุดเริ่มต้นของชนชั้นกลางในสังคมไทย ชนชั้นที่มีปัจจัยพื้นฐานครบถ้วน มีสวัสดิการ มีอาชีพที่มั่นคง ฯลฯ ซึ่งแตกต่างกับชนชั้นส่วนใหญ่ในสมัยนั้นก็คือเกษตรกร ที่ต้องทำงานหนัก การงานพึ่งพาฝนฟ้า อากาศ ดิน ฯลฯ

เมื่อมองเลยไปอีกตามประสาคน มันคือความเหลื่อมล้ำ (คำดูรุนแรงเกินไป แค่อยากให้เห็นภาพ) มันคือกลุ่มบุคคลที่มีปัจจัยในระดับต่างกัน และก็ตามประสาคนอีกนั่นแหละ เราเริ่มรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามา เราก็เริ่มนิยมทรัพย์ นิยมทุน… ผู้มีปัจจัยมาก จึงได้รับการนับหน้าถือตา นับว่าเป็นเจ้าคนนายคน… ซึ่งในสมัยนั้น ถ้าไม่ใช่เจ๊กโรงสี เจ้ากุลีเจ้าไพร่ ก็มีแค่ข้าราชการเท่านั้นที่นับเป็นคนมีฐานะ และเป็นนายคน… ข้าราชการ ข้าแผ่นดิน กลายเป็นนายคนได้อย่างไรไม่รู้ ทั้งที่ตำแหน่งการงานบอกไว้เป็น ข้าราชการ ข้าแผ่นดิน ดังเพลงของน้าปู พงษ์สิทธิ์ ว่าไว้ในเพลงหนึ่ง… ดูท่าน้าปูจะเกลียดมาก ถึงกับขู่จะถอดรองเท้าไล่ตี

ว่าฉันได้ไง ชาวบ้านเลือกฉันเดินเข้าสภา

มันคืออำนาจของการมีปัจจัยและสามารถเข้าถึงปัจจัย จึงกลายเป็นผู้ที่เหนือว่า ตาสี ยายสา ตามา และยายมี และเขาผู้เถลิงอำนาจเหล่านี้มักจะเป็นบุคคลผู้ได้รับการศึกษา….

ขณะที่ผู้เฒ่าผู้แก่ เกษตรกรและชาวนาอยากให้ผู้รู้ ผู้ปกครอง ผู้มีการศึกษา ช่วยเหลือให้พอลืมตาอ้าปากได้ กลับกลายเป็นถูกทิ้งขว้างอีกทั้งยังถูกเหยียบย่ำว่าเป็นคนจน เป็นคนชั้นต่ำ เป็นคนเปื้อนเดินเปื้อนโคลน ไม่มีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศ… นี่หรือความคิดของผู้นำ นี่หรือคือผู้มีการศึกษา

น้าปูจึงร้องเพลงกระทุ้งใจเหล่านักศึกษาไว้…

กูเป็นนักศึกษา นักล่าปริญญา ใฝ่ฝันขึ้นไปเป็นใหญ่
กูจะรวยแล้วนะเว้ย ความรู้กูแน่นหนา กูจะมาเป็นนายมึง

…ไม่ขอพูดถึงเนื้อหา ร่ายมายาวเกินไป

ตราบจนเวลาล่วงเลยมาหลายรุ่น ประเทศไทยก้าวสู่ความเป็นเสรีเกือบเต็มใบ เวทีวิชาการกว้างขวาง มีมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค มหาวิทยาลัยปิด มหาวิทยาลัยเปิดเกิดขึ้นพรึบพรับทุกหัวเมือง อยู่ในระบบมานานนมจนออกนอกระบบ กลายเป็นตลาดเช่าห้องเรียนขนาดใหญ่ ดังที่คุณวิทยากร เชียงกูล เคยตั้งคำถามไว้

ปัญญามีขายที่นี่หรือ
จะแย่งซื้อได้ที่ไหน
อย่างที่โก้-หรูหรา ราคาเท่าใด
จะให้พ่อขายนามาแลกเอา

จนทุกวันนี้ ทั่วประเทศมีมหาวิทยาลัยผลิตทรัพยากรบุคคลป้อนสู่ตลาดแรงงานปีละหลายแสนคน ในขณะที่อัตราบุคคลเดิมยังคงรั้งตำแหน่งงานไว้ทั่วทุกหนทุกแห่ง บัณฑิตบางคนเข้าวิน บางคนก็เข้าโค้งหักศอกอย่างธุลักธุเล และกระทั่งบางคนยอมแพ้อย่างสิ้นหวัง…

ผมเคยเล่าเรื่องราวของการเป็นนักศึกษาและการเป็นบัณฑิตวันแรก หลังได้รับปริญญาบัตรอันทรงเกียรติ เดินออกจากห้องประชุมก้าวแรกอย่างคนหูหนวกตาบอด มีคนพลุกพล่าน แต่ไม่รู้จะไขว่คว้าหาสิ่งใด ไม่มีกุญแจรถ ไม่มีเงิน ไม่มีโทรศัพท์ (พิธีพระราชทาน ห้ามพกทุกอย่าง) ไม่มีคนรู้จัก มีเพียงใบปริญญาที่มีประโยชน์แรกคือบังแดดเพื่อเดินไปหารุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยไกลออกไปสองสามกิโล เพื่อไปเอากุญแจรถที่ฝากไว้ แล้วขวนขวายออกจากมหาวิทยาลัยในวันที่อลหม่านโดยใช้เวลาสองชั่วโมง เพื่อซื้อหาอาหารกินในร้านเซเว่นอิเลเว่นในชุดเชิ้ต กางเกงขาว… นั่งริมฟุตบาทกินขนมปังกับนมอย่างจับกังทำงานหนักทั้งวันและเพิ่งได้กินข้าวมื้อแรกจากค่าจ้างรายวันที่เพิ่งเบิกได้ตอนเย็น

ลุงปูร้องเพลงให้แก่บัณฑิตทุกท่านไว้…

 

 

ที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ได้ตั้งใจจะให้นักศึกษาใหม่ถอดใจ เพียงอยากให้รู้ว่าคุณเป็นนักศึกษาใหม่ เป้าหมายมันยังไกลเกินกว่าจะดีใจว่าฉันสอบเข้ามาสถาบันที่ฉันหวังได้ หนทางเมื่อผ่านพ้นรั้วไปยังอีกยาวไกล และระหว่างอยู่ในรั้ว ก็ยังมีเรื่องราวมากหลายให้เรียนรู้… อย่างเป็นเพียงนักศึกษาอย่างที่น้าปูว่าในเพลง “กูเป็นนักศึกษา” ลองตั้งคำถามอย่างวิทยากร เชียงกูล อย่าจบไปเป็นเสือ สิงห์ กระทิง แรด อย่างน้าปูว่า ………. มันน่าจะเป็นหนทางนำพาสู่ “บัณฑิต” ที่ไม่ใช่อย่างในเพลงเรียนและงาน

ขอให้มีความสุขกับการเป็นนักศึกษา

น้องจ๊ะ . . . !

Posted: September 5, 2011 in Uncategorized

ก็ว่าจะไม่เขียนถึงประเด็นนี้ … แต่ก็นะ …

สืบเนื่องจากเื่ีรื่อง ผู้ประกอบอาชีพให้บริการ !! ว่าด้วยเรื่องของความหมิ่นเหม่ศีลธรรมและความชอบธรรมในการหาเลี้ยงปากท้อง อย่างที่ผมออกตัวเสมอว่า มันเป็นขีดบางๆ ที่กั้นแบ่งนานาทรรศนะออกจากกัน ทั้งที่มันใกล้เคียงกันแค่นิดเดียว ฉะนั้น ไม่ว่าจะบวกหรือลบอย่างไร ผมขออนุญาติรับผิดชอบเนื้อหาด้านความคิดเห็นไว้เพียงครึ่ง ในอีกส่วนครึ่งผมขออนุญาติปัดให้เป็นความรับผิดชอบของโลกที่แท้ ที่หมุนไปจริง และแบกรับความจริงที่เกิดขึ้นบนโลกกลมๆ นี้

ประเด็นของน้องจ๊ะ กับ เพลง คันหู ผมไม่รู้เป็นอะไร ฟังกี่ทีก็ไม่เข้าใจ คันจิงๆ มีคนพูดถึงทีไร ผมก็สงสัยว่าใครฟังรู็้้เรื่องบ้าง ? สำเนียงกระเส่าขนาดนั้น ??? จากประสบการณ์การพบเห็นบนสื่อทางสังคม (Social Media) ผมขออนุญาติเชื่อมโยงประเด็นนี้ไดด้วยเลยแล้วกัน) มันเป็นปรากฎการณ์ที่ผมเคยคาดหวังว่ามันจะเกิดขึ้นจริง และมันก็เกิดขึ้น ผมไม่แน่ใจว่า เพลงคันหู มีสตูดิโอมาสเตอร์หรือเปล่า เท่าทีรู็้คือเพลงนี้เป็นเพลงของการแสดงของสาวนักร้องในวงดนตรีท้องถิ่น ซึ่งมักจะถูกจ้างให้ออกแสดงในงาน ฯลฯ เพื่อสร้างความครึกครื้นในงาน มันเป็นสื่อทางรองที่ว่า เอาน่า แค่สนุกในงาน ก็จริง สังเกตุได้จากความเปรมปรีจากภาพของหน้าผู้รับชมรับฟังหลายท่านที่เห็นได้ในคลิปวีดีโอ

บังเอิญมีผู้ชมผู้ฟังบางท่าน หรือไม่แน่ใจว่าเป็นความจงใจของเจ้าตัวหรือผู้เหี่ยวข้องหยิบอุปกรณ์บันทึก แล้วนำเอา “ภาพบรรยากาศในท้องถิ่น” ขึ้นมานำเสนอในเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ลักษณะของสื่อทางสังคม (Social Media) ในขณะที่มันมันมีการขยายการเผยแพร่อย่างรวดเร็วในลักษณะการแบ่งปันบนเครือข่ายทางสังคม ทำให้เป็นกระแสฮือฮาและเป็นที่โจทจันกันทั่วไป ดังชนิดที่ว่า รายการอย่าง “วู้ดดี้ เกิดมาคุย” เชิญเจ้าตัวผู้อยู่ในสื่อทางสังคมชิ้นนั้นมาออกรายการ . . . . เป็นอีกหนึ่งปรากฎการณ์ทางสังคมที่มีคนธรรมดาๆ คนหนึ่งกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ในชั่วข้ามคืน จนวันหนึ่งได้มาอยู่ในสื่อหลัก (Traditional Media)

ผมไม่ได้ติดตามว่าในรายการดังกล่าวมีการสนธนาว่ากระไรกันบ้าง ผมได้ทราบเพียงการกล่าวถึงของใครต่อใครบนเครือข่ายทางสังคมแห่งหนึ่ง (ก็ที่ที่สื่อดังกล่าวแบ่งปันมาถึงผมนั่นแหละ) ทั้งในทางบวกและลบ จนน่าแปลกใจว่า เด็กสาวคนหนึ่งมีคนกล่าวขานถึงขนาดนี้ ในนึงผมยังรู้สึกว่า มากกว่าเรื่องคลิปฉาวดารา, นางเอกเอวี, นางเอกหนังเรท หลายๆ กรณีที่เคยมีมาเสียอีก

ในกรณีนี้ มันเป็นที่ถกเถียงเพราะว่า มันไม่ได้มากจนถูกขับไสไปสู่ข่ายของความผิดจริง ทว่าไม่น้อยจนเป็นความดีงาม มันเป็นความครึ่งๆ กลางๆ ของโลกที่บุบๆ เบี้ยวๆ ใบนี้ ที่มักจะมี “ความจริงที่ยอมรับไม่ได้” และพอเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนก็จะปล่อยมันไปแบบเอวัง

หลายเสียงกล่าวถึงน้องจ๊ะในเชิบหรรษา กล่าวว่าเธอสร้างสีสรรแก่วงการเพลง สร้างสีรรแก่ความสนุกสนานครื้นเครง และการแสดงที่ตื่นเต้นเร้าใจ จนบางทีผมกลับรู้สึกกระเดียดอายแทนใบหน้าของผู้ชม(โดยเฉพาะเพศชาย)ในสื่อทางสังคมชิ้นนั้น ที่ต่างชะเง้อหน้าชะเง้อคอ มองสาวเจ้าแสดงเพลงด้วยหน้าตาเปรมปรีเคลิบเคลิ้มราวกำลังสมสู่สังวาส ทั้งที่น้องแกเพียงแต่ตัวครบชิ้นแต่ชิ้นน้อยไปหน่อย ร้องเพลงด้วยเสียงกระเส่า แสดงประกอบเพลงด้วยการโยกย้าย(ตอนแรกเขียนว่ากระเด้าเคล้าคลึง กลัวไม่สุภาพเลยลบทิ้ง) ก็แค่นั้นเอง ทำไมผู้ชม(โดยเฉพาะเพศชาย) หลายท่านถึงมีสีหน้าสุขสมอารมหมายได้ขนาดนั้น

ในขณะเดียวกันก็มีคนกล่าวหาเธอในทางลบ กล่าวถึงเธอในฐานะของผู้สร้างความยั่วยุกามารม อนาจาร ผิดศีลธรรมประเพณี จารีต ความดีงาม ฯลฯ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครกล่าวถึงกันบ้างในทางนี้ บางคนกล่าวถึงเธอกระทั่งว่า “เธอเป็นผู้ประกอบอาชีพให้บริการ” เลยทีเดียว ทั้งนี้ กระผมไม่ได้คิดไปในแง่ใด (อย่างที่บอกไปว่าอาชีพนี้สุจริตพอตามความเชื่อของผม) คิดแต่เพียงว่า มีใครเห็นไหมว่าน้องเขาทำอย่างนั้นจริง เพราะเราทุกคนต่างเห็นเพียง สื่อทางสังคมชิ้นนั้นพอๆกัน ถ้าเห็นมาเป็นภาพยนตร์ติดเรทจริง อันนั้นก็ว่าไปอย่าง แต่มาอย่างนี้ หากน้องเขาเพียงร้องเพลงหาเงินและไม่ได้ให้เช่านาผืนน้อยจริง ไอ้คนพูดนั่นแหละจะเสียหมา . . .

… ทว่าขณะผมนั่งเขียนย่อหน้าข้างต้น ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าพ่อ เพื่อน พี่ น้อง หรือญาติของผมเอง เป็นคนที่มุงดูอยู่หน้าเวทีนั้น ตัวผมเองจะรู็สึกอย่างไร … ไม่รู้สิ ผมว่าขำ … ถ้าเป็นเพื่อนคงแซวไปเล่นๆว่า “หน้าหนังหี!” ถ้าเป็นพ่อ ผมคงจะต่อรองว่า “ทุกครั้งที่เอาใบยี่สิบหรือใบร้อยยัดเสื้อในหรือขอบกางเกงใน ต้องจ่ายให้ผมเท่าที่เธอคนนั้นได้ไม่งั้นจะฟ้องแม่” พลันนึกขึ้นได้ว่า คนที่จะไม่พอใจสาวเจ้า คงมีเพียงเพศหญิงในฐานะของแม่บ้านแม่เรือน หรือใครก็ตามที่มีสามี และสามีกำลังพยายามจะชำระเงินให้กับเธอเพียงเพื่อได้สัมผัสเธอเพียงช่วงประโยคที่เธอก้มลงมารับเงินนั้น…….. “คันจิ๊งงงงงง…..” แล้วเธอก็สะบัดหน้ายกตัวหนีขึ้นไปร้องเพลงต่อ ทว่าใบร้อยเหน็บแน่นแล้วกับสายเสื้อในที่ออกแบบมาให้หนีบจับธนบัตรได้แน่นพิเศษ . . . . .นี่น่าจะเป็นสาเหตุที่เธอถูกวิพากย์จนกลายเป็นจำเลยในสังคม ณ ปัจจุบัน

สำหรับตัวผม ไม่รู้สินะ ถ้าผมคิดจะจ่ายเงิน อย่างน้อยๆ ต้องขอให้ได้สัมผัสอย่างต่ำๆ สามสิบนาทีอย่างแนบแน่น ฉะนั้น การชำระเงินในลักษณะนี้จึงไม่เกิดขึ้นกับผม แต่สำหรับหลายๆท่านที่คิดว่าคุ้ม ก็ตามสบาย เอาเป็นว่า คู่ค้าต่างยินดีจะทำธุรกิจ ก็ว่ากันไป นั่นคือไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผม และผมอยากจะขออธิบายจากการสังเกตการณ์จากที่เคยพบเห็น สาวรำวง หรือ นักร้องท้องถิ่น ตามงานต่างๆ บางทีแฟนฟนุ่มเธอเหล่านั้นยังนิยมยินดีกับการแสดงของเธอด้วยซ้ำ มารับมาส่งเธอถึงหน้างาน บางรายยังมีความสุขขนาดที่ว่า ติดสอบห้อยตามเธอมาทเป็นช่างไฟ ช่างเครื่องเสียงในวงดนตรี ระหว่างเธอแสดงก็นั่งดื่มเหล้า-เบียร์ที่เจ้าภาพจัดไว้ให้รอหลังเวทีอย่างเปรมปรี แถมมีเงินมาจุนเจือครอบครัวด้วยซ้ำ………….

จะปิดตาซ้ายเปิดตาขวา หรี่ลดม่านตา หรือใส่แว่นพรางแสงทำไมนักหนา … ในเมื่อไอ้ที่ผมว่าน่ะมันเป็นความจริง !!! 

 

 

 

Plant ?

Posted: July 3, 2011 in Uncategorized

plant (n.) พืช, ต้นไม้, พฤกษา, พืชลำต้นอ่อน, เมล็ดพืช, โรงงาน, เครื่องมือเครื่องไม้ครบชุด, อุปกรณ์ติดตั้งทั้งหมด, เครื่องจักรโรงงาน
วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2537.

ได้มีโอกาสไปเดินในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยด้านการเกษตรที่สร้างคนแห่งหนึ่ง แม้ว่าไม่ได้เรียนที่สถาบันนี้ แต่พอจะสังเกตอะไรบางอย่างได้ และเป็นสิ่งที่ผมชอบก็คือ การเป็นสถาบันที่เอื้ออำนวยต่อท้องถิ่น โดยที่สามารถนำเอาความรู้ทั้งทางวิชาการและการปฏิบัติไปใช้ในชุมชนได้ มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและภูมิปัญญา มีการทดลอง พัมนา ปฏิบัติ และเผยแพร่จริง มีแปลงสาธิตของนักศึกษา มีส่วนสาธิตระบบอะไรหลายอย่าง มีเรือกสวนไร่นาหลังมหาวิทยาลัยที่ได้ทั้งเป็นแหล่งผลิต และ แหล่ะท่องเที่ยวเชิงเกษตร ผมไม่รู็หรอกว่าการประเมินคุณภาพด้วยการยกตัวเลขเป็นหลักของสถาบันบอกว่าอย่างไร แต่ผมสังเกตเห็นความเป็นไปที่น่ายินดีของการจัดการศึกษาไปพร้อมๆ กับการพัฒนาท้องถิ่นที่เกิดขึ้นโดยปริยายไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ดูแล้วน่าสนุกอย่างบอกไม่ถูก ในขณะที่หลายๆ สถาบันมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ จับตำรายัดใส่ไว้บนหอคอยงาช้าง ชาวบ้านร้านรามจะเข้าทีต้องแลกบัตรขอเข้าใช้อลหม่าน… เวทีวิชาการไทย

แต่บ่ายแก่จนค่ำ ผมไปพบอาจารย์ท่านหนึ่งด้วยความหวังว่าท่านจะช่วยเหลือหากล้าสัก และพันธ์ไม้ประหลาดๆ ที่ผมอยากได้ (แบบฟรีๆ) นั่งคุยกะอาจารย์ท่านจนค่ำคล้อยตะวันลับ ข้างหน้าเป็นลานกว้างที่นักศึกษามาขึ้นแปลงสาธิตไว้ แล้วเอ่ยกะอาจารย์ท่านไปแบบไม่ทันได้คิด

“เรากำลังนั่งมองภาคการผลิต ที่ดำเนินการยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองใดๆ ไม่สร้างมลพิษ และใช้แรงงานคนเพียงช่วงเวลาปฏิบัติงานปกติ”

ผมพลางนึกถึง คำแปลของคำข้างต้นที่ยกมา แล้วกลับมาเขียนบลอคนี้ ผมนึกไม่ออกว่าใครกระเดียดเอาคำว่า Plant มาใช้เป็นคำโฆษณาภาคการผลิตมวลชนของระบบอุตสาหกรรม มันเหมือนกับการมอง “การผลิตภาคการเกษตร” กับ “การผลิตภาคอุตสาหกรรม” เป็นรูปแบบของ “การผลิต” เหมือนๆ กัน และใช้คำว่า Plant โดยอนุโลมในช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของภาคการผลิตจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรม มาเรื่อยๆ จนไม่มีใครคิดสงสัยคำโฆษณาว่า ภาคการผลิต เท่ๆ เขียวๆ แบบ Plant ที่มันกลับดำทะมึนไปกับควันจากการเผาผลาญทรัพยากรในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรม…….!!!

……………….หรือผมหัวอนุรักษ์นิยม ?

นึกถึงยุคสมัยของการปฏิวัติอุตสาหกรรม นักพัฒนาหัวก้าวหน้าโลกตะวันตกอาจจะโฆษณาข้อดีของอารยธรรมด้านอุตสาหกรรม….
It’s planting by machine ! (ถูกไม่ถูกช่างแม่งเหอะ ภาษาฝรั่งตาน้ำข้าว) และตามประสาของการโฆษณาก็คือการประกาศด้านดีของสินค้าเพื่อจูงใจกระแสนิยมโดยไม่บอกถึงผลกระทบที่ตามมา ปรากฎว่า เครื่องจักรใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีราคาแพงเป็นทุนการผลิต และ(อาจ)สร้างมลพิษ ในขณะที่แรงงานคนทานอาหารซึ่งราคาถูกกว่าทรัพยากรด้านพลังงานหลายเท่า และไม่สร้างมลพิษนอกจากขี้เยี่ยวที่เป็นนิจศีลไม่ว่าจะทำงานหรือไม่ทำงาน

ผลสุดท้าย ทรัพยากรมนุษย์ก็ยังคงกินข้าว แต่งอมืองอเท้า หนักไม่เอาเบาไม่สู้ อุ้มชูเครื่องจักรที่ขันแข็ง (ก็แน่ดิ…มันแดกไฟแดกน้ำมันกล้ามเป็นเหล็กประสาทสายพาน) เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ว่างตำแน่งงานเป็นเบือ ชิงกันทำงานอื่นๆ ที่เครื่องจักรทำไม่เป็น . . . . ใครเก่งก็ได้ ใครไม่ไหวก็จมอยู่กับที่ . . . .

………….. งานเบา ลดคุณค่าความเป็นคน
กระแสนิยม Dehumanization …………..

ปล. เขียนถึงสถาบันอื่นเขียนดีจัง เขียนเข้าสถาบันตัวเองนี่สับเอาได้เรื่อยๆ แต่ก็ว่าไม่ได้ อยู่ที่ไหน เห็นระบบ มันก็น่าติ บังเอิญไม่ได้อยู่ที่นั่นไม่รู้ระบบเลยไม่เห็นปัญหา แต่เชื่อเหอะ มันมีปัญหาทุกที่แหละ ติเพื่อก่อ ๕ ๕ ๕

ไม่แน่ใจว่าคำใดถือเป็นการให้เกียรติและสุภาพมากที่สุดสำหรับการเผยแพร่บนสื่อสาธารณะ แค่บังเอิญอยู่ๆ นึกถึงประเด็นนี้ขึ้นมาดื้อๆ ก็เลยมาเขียนทั้งๆที่ยังไม่ได้คิดว่าจะเขียนถึงอะไรบ้าง

ผมไม่แน่ใจว่า “อาชีพให้บริการ” มีบทบัญญัติในกฎหรือระเบียบใดของสังคมหรือไม่ หากลองตีขลุมให้พอเป็นรูปธรรม ก็น่าจะหมายถึง ผู้ให้บริการทางเพศ การให้บริการด้านบันเทิง สันทนาการ จรรโลงโลก โดยมีมิติของโลกียวิสัยมาเกี่ยวข้อง พูดง่ายๆ คือ อาชีพที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้มาด้วยค่าตอบแทน ถ้าจะเอาให้แรงก็คือการค้าประเวณีและให้บริการกามกิจ หรือถ้าเบาบางลงมาหน่อยคือ การให้บริการในสถานบันเทิงที่ยั่วยุกามารมณ์ มีการโชวเนื้อหนังมังสา หรือการให้ปรณนิบัติด้านการตอบสนองทางร่างกาย (โดยอาจจะไม่มีกามกิจ) เหตุที่ไม่น่าจะมีการบัญญัติลักษณะอาชีพอาจเพราะเรื่องนี้หมิ่นเหม่ศีลธรรม และไม่ว่าพิจารณาหรือวิเคราะห์จะไปในทิศทางใดก็ดูจะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเขตความถูกต้องตามบริบทไทย

เอาเข้าจริงแล้ว นี่คืออาชีพที่เป็นมาแต่ไหนแต่ไร ผมไม่รู้จะอ้างบริบทของสังคมใดก็เหมือนกัน เอาเป็นว่าขออนุญาติไม่อ้างอิงที่ใด ผมเชื่อว่าทัศนของการค้าประเวณี มีมาตั้งแต่สมัยการต่อสู้สร้างดินแดนของทุกมุมโลก เชลยหญิงจะเป็นเครื่องบำเรอของผู้ชนะสงคราม มาถึงสังคมของขุนนางโบราณ ดังเรื่องราวของ หญิงงามเมือง เกอิชา ฯลฯ ในวรรณกรรมของหลายสังคม เลยมาถึงสังคมสมัยของบริโภคนิยมที่ทัศนะของผู้ให้บริการเปลี่ยนไป….

หากมองในแง่ของโลกิยธรรมจริงๆ ไม่มองด้านศีลธรรม จริยธรรม ผู้ประกอบอาชีพให้บริการจำนวนมากมีเหตุผลต่างกัน แต่ถ้ามองเป้าหมายสุดท้าย เงิน เป็นตัวกลางสำคัญของอาชีพนี้ในบริบทของสังคมปัจจุบัน บางส่วนผมเข้าใจว่าโดยช่องว่างของสังคมและความลดหลั่นของสังคม ทำให้เกิดผู้มีปัจจัยเป็นฐานะของผู้ซื้อ และผู้ไร้ปัจจัยในฐานะผู้ขาย แต่ในความลดหลั่นทางสังคมนั้น มีเหตุผลอีกเป็นร้อยเป็นพัน บางคนเลือกที่จะประกอบอาชีพนี้เพราะ ต้องการเงินโดยเหตุผลเดียว บางคนอาจจะไม่มีทางเลือกในฐานะของผู้เข้ามาเสาะแสวงหาในเมือง บางคนไม่มีอำนาจในการต่อสู้ทางอาชีพ ขาดการศึกษา ปัจจัยยากไร้จากภูมิลำเนา ภาระทางการเงินต่อครอบครัว การบังคับขู่เข็ญในระบบการค้ามนุษย์ ฯลฯ ซึ่งไม่สามารถเดาได้เลย

ในแง่ของกฎหมาย สิ่งเดียวที่คุ้มครองผู้ประกอบอาชีพให้บริการมีเพียงกฎหมายการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงเรื่องการค้าแรงงาน การใช้แรงงานเด็กและผู้พิการ การค้าอวัยวะและร่างกาย ฯลฯ ซึ่งในระบบกฎหมายนี้จะมีผู้ถูกบังคับในฐานะสินค้ามนุษย์ กับผู้ค้ามนุษย์อันจะมีความผิดตามกฎในฐานะ บังคับ ล่อลวง ซึ่งนั่นหมายถึง ผู้เป็นสินค้ามนุษย์ หากตีกรอบตามข้อเขียนนี้คือ ผู้ประกอบอาชีพให้บริการ เข้ามาสู่อาชีพนี้ด้วยความไม่พอใจ ถูกบังคับ และ/หรือ ล่อลวง

การได้รับความคุ้มครอบตามกฎหมายนี้อยู่ที่ การช่วยเหลือคุ้มครองผู้ถูกบังคับล่อลวงเข้าสู่ระบบการค้ามนุษย์ และการได้รับการคุ้มครองคือการนำผู้ที่เป็นเหื่อออกจากปัญหาการค้ามนุษย์นั้นๆ ในขณะที่แท้จริงแล้ว เหยื่อในรูปแบบของการเข้าสู่อาชีพให้บริการอาจจะยินยอมเลือกเช่นนั้น อย่างที่บอกว่าด้วยบริบททางสังคมของบุคคลที่ไม่มีทางเลือก สิ่งที่ต่างมีเพียง ผู้ประกอบอาชีพให้บริการ ไม่ต้องการอยู่ในฐานะของผู้สินค้ามนุษย์ แต่สิ่งที่จะทำคือ การประกอบอาชีพเพื่อหารายได้สำหรับตอบสนองปัญหาส่วนบุคคล

หากมองในแง่ศีลธรรม แน่นอนครับเรื่องนี้ผิดแน่ แต่ที่อาชีพนี้ยังคงอยู่เพราะเหตุใด? ถ้าเอาตามที่ผมคิด คนในฐานะของผู้ซื้อบริการมีอยู่สองสถานะคือ โสด และ แต่งงาน การให้บริการทางเพศสำหรับผู้อยู่ในสถานะโสด ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องไม่ผิดวิสัย ในยุคสมัยที่จารีตและศีลธรรมจางลง แม้ไม่มีอาชีพให้บริการคนเราก็สักแต่เอากันเป็นกระต่ายอยู่แล้ว สิ่งน่าสังเกตคือ จะมีผู้ให้บริการทางเพศใดบ้างที่มีจรรยาบรรณในอาชีพ และ/หรือ มีอำนาจต่อรอง และ/หรือ เลือกให้บริการคู่ค้าได้ บัตรประจำตัวประชาชนผู้ชายไม่ได้ระบุสถานะการแต่งงานนี่นา ผมเชื่อว่าแม้ในใจของผู้ให้บริการอยากจะเลือกที่จะไม่ผิดศีลธรรมแค่ไหน แต่ในทางพฤตินัยก็ทำไม่ได้ ถ้าเอาตามวิสัยคนคงคิดว่า “ทำผิดมาครึ่งค่อนขนาดนี้แล้ว ยังจะมาสำนึกดีอีกส่วนเสี้ยวเพื่ออะไร” ในขณะที่เงินวางอยู่ตรงหน้า และคู่ค้าก็เต็มใจจะซื้อ…

มันคือหนึ่งส่วนของสำนึกทั่วไปของผู้ประกอบอาชีพให้บริการ มันน่าจะเป็นทัศนะส่วนตัวที่ลักลั่นนะผมว่า ๕ ๕ ๕ เอาเป็นว่านี่คือความคิดเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ สำหรับผู้ที่เลือกประกอบอาชีพให้บริการด้วยความหวังทางด้านการเงินโดยไม่มองอีกเสี้ยวเศษของคุณธรรมจริยธรรม ผมตัดตกไปสู่กึ่งเสี้ยวที่ผิดด้วยเส้นขางๆ ของคำว่าสำนึก

แต่ในอีกมุมมอง ผมมีอีกสองทัศนะที่อยู๋ในขอบข่ายของการยอมรับอาชีพนี้คือ ๑. ข้อจำกัดทางด้านสังคมของผู้ประกอบอาชีพบริการที่ทำให้ไม่มีทางเลือกประกอบอาชีพอื่น เช่น การขาดการศึกษาและทักษะทางอาชีพ ความยากไร้ที่ต้องรับผิดชอบจากภูมิลำเนา การขาดคุณสมบัติในระบบแรงงานทั่วไป (ไม่มีสัญชาติ ฯลฯ) และ ๒. สำนึกเชิงจริยธรรมที่พอจะหมิ่นเหม่ดูคล้ายว่าชอบธรรมในสังคมที่ระบบคุณธรรมบิดเบือนแล้ว อย่างที่กล่าวไปว่า การเลือกให้บริการแก่ผู้ที่ไม่มีคู่ครอง ซึ่งจะไม่ถือเป็นการผิดประเวณี ทว่าสิ่งนี้ในทางปฏิบัติเป็นข้อที่ยากมาก และเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เลยเพราะอยู่ที่สำนึกส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ

บทสรุปสุดท้ายของข้อเขียนนี้คือ อาชีพผู้ให้บริการ เป็นเพียงอาชีพหนึ่งที่อยู่บนฐานของอาชีพทั่วไป สิ่งสำคัญคือ การประกอบอาชีพด้วยความเต็มใจโดยไม่ถูกบังคับล่อลวง (ก็เหมือนกับแรงงานที่ถูกขนย้ายในฐานะของสินค้ามนุษย์) มองในอีกทางคือ ไม่ว่าใครประกอบอาชีพอะไร การไม่มีตัวกลางที่มีผลประโยชน์ในการประกอบอาชีพถือว่าไม่เป็นการค้ามนุษย์ ก็ถือว่าไม่ผิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้น การไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็เป็นสิ่งสำคัญ นี่คือสิ่งที่ยากในทางปฏิบัติอย่างที่บอกไปบทบาทของอาชีพนี้คือการผิดประเวณีและควบคุมได้ยาก นอกจากนั้นคือ สำนึกในผลกระทบเกี่ยวเนื่อง เช่น การควบคุมโรคติดต่อ, การป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ . . . .

แนวทางที่เป็นไปไม่ได้เลยคือ การรับรองหรือขึ้นทะเบียนผู้ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงสำหรับผู้ประกอบอาชีพให้บริการ สิ่งที่ต้องทำคือ คุ้มครองให้ประกอบอาชีพโดยไม่อยู่ในฐานะของสินค้ามนุษย์ในระบบค้ามนุษย์โดยตัวกลางผู้แสวงหาประโยชน์จากผู้ประกอบอาชีพ, คุ้มครองสิทธิ์การเลือกให้บริการแก่คู่ค้าที่ไม่ถือว่าผิดระบบศีลธรรม, ตรวจสอบและควบคุมโรคติดต่อทางเพศ และการช่วยเหลือด้านสุขอนามัยและสุขภาวะทางเพศ — แต่ใครเล่าคิดจะทำ ทั้งหน่วยงานสิทธิมนุษยชน หรือ หน่วยงานด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ผู้ประกอบอาชีพให้บริการเอง . . . เป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางสังคม . . . ใครจะอยากถูกตราหน้าว่าขายตัว . . . ?

ท้ายที่สุด เรื่องของอาชีพให้บริการ ก็ยังคงเป็นเรื่องจริงทางสังคม เป็นเรื่องที่มีอยู่ เกิดขึ้น และดำเนินต่อไป ตราบใดที่มาตรฐานสังคมยังให้ค่ากับเงินในฐานะตัวกลางของการบริโภค ตราบใดที่ยังมีผู้ซื้อ มันจึงเป็นเรื่องจริง ทว่าหมิ่นเหม่ศีลธรรมโดยที่ไม่มีภาคีใดๆ เข้ามาทำให้ถูกต้อง ทั้งทางด้านความมั่นคงทางสังคม สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจ สุขภาพ . . . . . กลายเป็นสิ่งที่มีพลวัตรเหมือนคลื่นใต้น้ำ ไม่เคยมองเห็นมัน แต่มารู้อีกทีก็มีผลกระทบไปทั่วโดยเฉพาะเรื่องของโรคติดต่อทางเพศและการตั้งครรภ์อันไม่พึงประสง ลามไปถึงเรื่องของสังคม การสั่นคลอนคุณธรรมจริยธรรม ในขณะที่ผลดีมีเพียง ระบบเศรษฐกิจใต้น้ำที่มองไม่เห็นการเคลื่อนไหว แต่เป็นไปอย่างเอวัง

มาถึงตรงนี้ ทิ้งท้ายอีกนิดในระบบเศรษฐศาสตร์ หากมีการควบคุมที่ดี ไม่มีตัวกลางผลประโยชน์จนกลายเป็นระบบของการค้ามนุษย์ หากว่าเป็นอย่างนั้นได้จริง เชื่อไหมว่า คนที่ส่งเงินกลับบ้านนอกมหาศาล จะสามารถช่วยพํมนาชนบทได้อย่างไร . . . นาผืนน้อยของเธออาจชุบเลี้ยงผืนไร่ทั้งผืนเลยก็ได้

เอาล่ะ จบสักทีเถอะ . . . . มันเป็นปัญหาเปราะบางมากสำหรับเรื่องนี้ แต่เราทุกคนในก็ปล่อยให้มันเป็นเหมือนยุง พยายามจุดยากันยุง พยายามฉีดยากันยุง พยายามคว่ำแหล่งน้ำขัง แจกทรายอะเบด ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงเราก็อยู่ในบ้าน ปิดประตูมุ้งลวด ปิดหน้าต่าง เปิดแอร์ เปิดพัดลม ทำเป็นเหมือนไม่เห็นมันเป็นปัญหา . . . . ทว่ามันก็ยังรายล้อม และไม่รู้เลยว่าวันไหนมันจะเล็ดลอดมากัดจนเราเป็นไข้เลือดออก . . . .

อยากจะทำสำรวจเรื่องนี้จัง จะมีผู้ประกอบอาชีพให้บริการสักคนไหมนะ ที่อยากจะใช้สิทธิ์คุ้มครองดูแลเหล่านี้ และยอมเป็นผู้ประกอบอาชีพในระบบที่หมิ่นเหม่ศีลธรรม . . .

ที่จั่วหัวไว้อย่างนี้เพราะกำลังจะกว่าถึงทัศนคติทางสังคม-การเมือง ของไทยของขั้วสุดซ้าย-ขวา ซึ่งโดยนิตินัยและพฤตินัยไม่สามารถที่จะกล่าวอ้างถึงฝ่ายใดได้โดยตรง ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกงดเผยแร่ด้วยกรณีการหมิ่นสถาบัน หน่วยงาน กลุ่มทางสังคม และอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นต้องเกริ่นไว้เพราะผมเป็นหนึ่งมนุษย์ธรรมดาที่มีความต้องการลำดับขั้นทั้งห้าของมาสโลว์ อีกทั้งอยู่ในสังคม พึงน้อมรับฟังทัศนคติทั้งหลายแง่ในฐานะของวาทกรรมและกิจกรรม ที่อยู่ในทัศนะที่หลากหลาย ทว่าเป็นจริงบนโลกใบนี้ ดังนั้น ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร กระผมไม่ขอตัดสิน แต่มันคือสิ่งที่มีคนเชื่อจริง เป็นอยู่จริง มีการเคลื่อนไหวและดำเนินอยู่จริง มันคือสิ่งที่เป็นจริง มันจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยหรือไม่ ขอออกตัวว่าผมน้อมรับทุกทัศนสังคมในฐานะสิ่งที่มีอยู่จริง ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

สิ่งที่จะพูดถึง เกี่ยวเรื่องกับอนาคตที่กำลังจะเกิด ประวัติศาสตร์การเมือง อันก็ึคือเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่วันนี้ สิ่งที่เราสังเกตได้ก็คือ การให้ความสนใจ และเป็นฤดูการเลือกตั้งที่คึกคักมาก … อีกสิ่งหนึ่งที่สืบเนื่องมาให้เขียน ก็คือการได้อ่านข้อเขียนของใครท่านหนึ่ง ไม่ขอลงรีเฟอเรนซ์เพราะเป็นการชี้เป้าจนเกินงาม เรื่องราวเป็นเรื่องของช่องว่างทางสังคมที่สืบเนื่องไปถึงการเมืองการปกครอง เรื่องของการแบ่งชั้นวรรณะของชนชั้นศักดินา กับ คนรากหญ้า …เป็นงานเขียนที่ผมอ่านแล้ว ยอมรับในด้านสิทธิเสรีภาพในการเสนอความคิดเห็น มองในแง่จริยธรรมผมว่าหมิ่นเหม่ แต่ถ้ามองด้วยความคิดเห็นส่วนบุคคล ผมแทบจะลมจับ . . .

ผมไล่ย้อนนึกไปถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อช่วงปีที่แล้ว มีการแบ่งสองทัศนะทางสังคม-การเมือง-การปกครอง ออกจากกันอย่างเด่นชัด ซึ่งก็เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากเรื่องราวของแกนนำทางการเมืองที่มีปัญหาส่วนตัว แล้วผูกเข้ามาถึงเรื่องการเมืองส่วนรวมอย่างเลี่ยงไม่ได้เมื่อหลายปีก่อน ส่งผลยอกความมั่นคงของไทยมาจนปัจจุบัน

สองฝ่ายแกนนำ ถ้ามองแค่หลักๆ ไม่ต้องมองรายละเอียดให้ปลีกให้ย่อย มันคือเรื่องเก่าเล่าใหม่ เล่าไปหลายครั้ง เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายที่หลายทางในทุกมุมโลก ทัศนเอียงขวา กับ เอียงซ้าย ไม่เคยมีจุดจบของที่ใดเป็นบทเรียน และให้คำตอบที่ดีที่สุดได้

ทัศนะด้านหนึ่ง หวังจะลดทอนอำนาจของผู้มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรส่วนใหญ่ด้วยรากฐานเชิงปัจจัยทั้งทางทรัพย์ และอำนาจทางการเมือง เพื่อป้องกันการผูกขาดทรัพยากรโดยกลุ่มนายทุน ซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่างทางสังคมในภาพรวมเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรณ์ได้น้อยด้วยความด้อยของทรัพย์และอำนาจต่อรองเชิงสังคม เป็นได้เพียงแรงงานหรือผู้ผลิต (ฟันเฟือง) ตัวเล็กด้อย และ มีโอกาสต่อรองในระบบตลาดทางเศรษฐศาสตร์ได้ลำบากกว่าเดิม (จากที่ลำบากอยู่แล้ว) เป็นมุมมองทางเศรษฐศาสตร์หัวอนุรักษ์ที่หวาดกลัวมหาอำนาจทางการเงิน…

อีกทัศนะ มุ่งหวังเสรีภาพในการแข่งขันเพื่อความรุดหน้า (ทัศนะชนชั้นกลางทั่วไป) มองว่าบุคคลทุกคนสมควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม มองว่าระบบอภิสิทธิ์ชน ระบบอุปถัมภ์ ชนชั้นศักดินา เป็นชนชั้นผูกขาดทรัพยากรและสงวนทรัพยากรด้วยการใช้ สิทธิ์สัตยาอัมมาตย์ ความศรัทธา ความจงรักภักดี เป็นเครื่องมือและกดขี่ผู้ใต้ปกครองลงเป็นเพียงประชากรที่ไม่มีสิทธิ์หรืออำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรณ์ส่วนที่สงวนสำหรับชนชั้นศักดินา เป็นมุมมองของโลกเสรี-ประชาธิปไตย

(——– ข้อความหมิ่นมากเลยเห้ย–ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย แค่อธิบาย———)

ต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างเหตุผล แน่นอน ถ้าเอาเข้าจริง ใครๆ ก็สามารถเข้าใจและยอมรับเหตุผลของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ หากไม่มีฝ่ายตรงข้ามมาแสดงท่าทีของความ “สุดกู่” จนไม่มีใครยอมใครและเป็นสงครามกลางเมืองมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสองทัศนะ มองโลกนี้เหมือนถนนสองสาย เหมือนกันเดี๊ยะ

|         Public         ||              VIP             |
|                          ||                                |
|            |             ||               |               |
|                          ||                                |
|            |             ||              |                |
|                          ||                                |
|            |             ||               |                |
|                          ||                                |
|            |             ||               |                |
|                          ||                                |

มันคือถนน สำหรับคนทั่วไป และ สำหรับคนพิเศษ ทว่าในความเป็นจริงของสังคมไทย ถนนแบบไทยๆ เป็นแบบนี้

|         Public         ||             VIP              ||              VVIP              |
|                          ||                                ||                                  |
|            |            ||               |                ||                |                 |
|                          ||                                ||                                  |
|            |            ||               |                ||                |                 |
|                          ||                                ||                                  |
|            |            ||               |                ||                |                 |
|                          ||                                ||                                  |
|            |            ||               |                ||                |                 |
|                          ||                                ||                                  |

มันคือถนน สำหรับคนทั่วไป, ถนนสำหรับคนพิเศษ และ ถนนสำหรับคนพิเศษมาก นี่คือการแบ่งทรัพยากรแบบไทยแท้ ที่มีคนรากหญ้า ผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร และชนชั้นศักดินา ในขณะที่ถนนทุกสายถูกแบ่งขนาดเท่ากัน ทว่าจำนวนของผู้แบ่งใช้ หรือจำนวนหัวต่อส่วนทรัพยากรไม่เท่ากัน นี่คือสิ่งที่เราต่างกู่ร้องก้องกังขากับสิ่งที่เกิดขึ้นในฐานะของเรื่องราวทางสังคมการเมืองการปกครอง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทัศนะฝ่ายแรก จุดเน้นย้ำข้อเทียบอยู่ที่ฝ่ายของ คนทั่วไป กับ ผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร โดยไม่สนว่าชนชั้นศักดินาจะมีอิทธิพลต่อระบบสังคมอย่างไร ในขณะที่ทัศนะฝ่ายที่สอง มีจุดเทียบที่ชนชั้นของ ผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร กับ ชนชั้นศักดินา … โดยส่วนตัวผมเห็นว่า ทัศนะที่สอง เมื่อมีทางออกไปในทางใดทางหนึ่ง ผลกระทบจะตกลงมาสู่ชนชั้นรากหญ้า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย อย่างเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่คนดิ้นรนคือชนชั้นผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร

เอาล่ะ ผมจำเป็นต้องกล่าวอ้างฝ่ายต่างๆ เพื่ออธิบายความคิดเห็น (อีกแล้ว… กำลังกลัวว่าการสาธยายนี้จะเป็นข้อวิวาทและนำผมไปสู่คุกตารางของการหมิ่น… ไม่ว่าจะอะไรก็ตามที) แต่อย่างไรซะ การนิ่งเฉยต่อเรื่องทางสังคม การเมือง การปกครอง ไม่เป็นการดี ดิ้นบ้าง ในฐานะหนึ่งความคิดเห็น

ถ้าถามว่าผมเอนเอียงไปด้านใด ผมขออนุญาติพูดไปตามการสังเกตด้วยตัวเอง เป็นทัศนะส่วนตัว ไม่ได้เป็นข้อเรียกร้อง ข้อวิพากย์ หรือสิ่งใด เป็นเพียงสิ่งที่อยากจะบอกเล่าจากมือเท้าของคนที่อึดอัดอยู่ในแผ่นดินเกิดที่มีคนจำนวนมากมองเห็นเป็นเวทีของการรบราทางทัศนคติของใครของมัน โดยผลกระทบตกอยู่ที่คนปลายแถว ยอดผมเลียดยอดหญ้า โดยไม่สามารถบอกกล่าวเล่าเรื่องใดๆ ได้เลยว่าอยากให้มันคลี่คลายออกมาแบบไหน

ในโลกอุดมคติของทั้งสองฝ่ายที่กล่าวอ้าง คือ บุคคลมีสิทธิ์ เสรีภาพ และอำนาจในการดิ้นรนเพื่อเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ถ้าให้ผมพิจารณาจากจดยืนบนส้นเท้าที่กำลังย่ำอยู่ ผมกำลังอยู่บนถนนของคนทั่วไป ถนนที่มีส่วนทรัพยากรเท่ากับส่วนของ ผู้มีอำนาจ และ ศักดินา ทว่ามีคนมาร่วมแผ่งปันสรรใช้มากกว่า ถ้าให้พิจารณาดูในมุมมองของคนส่วนนี้ ผมกลัวการต่อสู้กับการผูกขาดทรัพยากร เพราะในส่วนที่เรามีเป็นส่วนที่จำกัด สิ่งที่เรากำลังดิ้นรนต่อสู้ คือการต่อสู้ขอส่วนแบ่งกับ ผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร มันคือวิถีการอ้างอิงของกลุ่มคนทัศนะแบบที่หนึ่ง…

ที่ผมคิดไปในทางเช่นนี้คือ กระผมไม่สนใจชนชั้นศักดินาว่าเป็นอย่างไร ไม่ว่าใครจะรักชอบ หรือเกลียดชัง สิ่งที่ผมขอออกตัวไว้ก่อนคือ ผมจะไม่พูด และใครก็ตามอย่าได้พูดออกมา เขาเป็นเพียงบุคคลในชาติกำเนิดศักดินาของเขา ผมไม่สนใจว่าบุญหรือบาปนำพา แต่เราทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ และเขาไม่มีความต่างอะไรกับคนธรรมดา ทุกวันเราก็เห็นว่าชนชั้นศักดินาก็ต้องทำงาน ใครๆ ก็ทำงาน ชนชั้นผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากรก็ทำงาน คนธรรมดาก็ต้องทำงาน เราต่างกำลังปฏิบัติตามวิถีหน้าที่ เพียงแต่ชาติกำเนิด พาให้แต่ละคนอยู่ในจุดยืนที่มีหัวโขนให้ใส่ ก็ทำไปให้ดีที่สุด ใครจะชอบ ใครจะรัก ใครจะภักดี ใรจะชิง ใครจะชัง ผมไม่สนใจ ตราบใดที่ทุกคนต่างทำหน้าที่ในมโนธรรมที่ดี

ตั้งแต่ชาติไทยยังไม่เลิกทาส ยังไม่เป็นรัฐชาติประชาธิปไตย มาจนวันนี้ ผมยังไม่เห็นระบบอุปถัมภ์จางหายไปไหน ตั้งแต่สังคมเล็กสุดคือหมู่บ้านที่ล้วนแต่เป็นเครือญาติ ไหว้ผีไหว้สางหัวบ้านเดียวกัน มีจ่าบ้าน นายบ้าน ที่ได้รับการนับถือโดยไม่เกี่ยวกับระบบการเมืองของทางการ มีหัวหน้าครอบครัวดูแลคนในบ้าน นี่ก็ยังเป็นเรื่องของลำดับความสำพันธ์ลักษณะของพื้นที่แนวดิ่ง คล้ายระบบนาย-บ่าว ระบบของ คนธรรมดา-คนใต้ปกครอง กับผู้บังคับบัญชา-ผู้ปกครอง มีอยู่เพียงตรงที่ว่า ปกครองด้วยพระเดช หรือ พระคุณ ด้วยปัจจัย หรือ มโนธรรม . . . . แต่นี่ก็ยังเป็นสังคมไทย เมืองพุทธสังคมบาปอย่างวงเหล้า ยังมีการไหว้รุ่นพี่รุ่นน้อง ไหว้ป๋า ไหว้เสี่ย เด็กสาวไหว้แม่เล้า และ ฯลฯ ในฐานะผู้ถือทรัพยากรเหนือกว่า . . . . ใช่หรือไม่

ที่พูดมาถึงตรงนี้ อาจจะดูเหมือนผมหัวเข้าฝ่ายอนุรักษณ์นิยม สังคมนิยม ขอน้อมรับไว้ครึ่งหนึ่ง กระผมก็ไม่ได้ชอบระบอบของการแบ่งชั้นวรรณะ ไม่ได้ชอบการอยู่ใต้การปกครองที่ดิ้นไม่ได้หนีไม่หลุด ไม่สามารถต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความก้าวหน้าได้ แต่รูปแบบความสัมพันธ์ของชนชั้นศักดินากับชนชั้นรากหญ้าไทย เป็นชนชั้นที่อยู่คนละโลก และแทบจะไม่ได้สัมผัสกัน มีเพียงสายใยของความรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ กับผู้น้อย เท่านั้น

สิ่งที่ทัศนะคติฝ่ายที่สองสังเกตเห็นก็คือ ชนชั้นศักดินาหยิบเอาความเคารพศรัทธาของชนชั้นรากหญ้าไปใช้เสริมบารมีทางศักดินา เหมือนระบบถือศักด้วยนา ทว่าเปลี่ยนเป็นถือศักดิ์ด้วยข่าไพร่บริพาร ในขณะที่คนต่ำเตี้ยเลียดติดหญ้ามองว่าเป็นเพียงการหยิบยื่นทรัพยากรจากถนนชั้นศักดินามาสร้างโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรของชนชั้นที่มีทรัพยากรจำกัด…. ไม่ว่าความซาบซึ่งในพระคุณ จะเป็นที่ต้องการ-คาดหวังของเขาหรือไม่ มโนธรรมของผู้รับย่อมยินดีจะรับความเอื้อเฟื้อ และยินดีขอบคุณ

ในขณะที่ชนชั้นผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร เป็นชนชั้นที่นำทรัพยากรไปเป็นทุนเพื่อสร้างผลกำไรจากการประกอบการ ทรัพยากรที่ชนชั้นรากหญ้าพยายามต่อสู้เพื่อขอปันส่วนมา จึงต้องใช้ปัจจัยทางการเงินเข้าแลก นี่คือจุดเริ่มต้นของความเกี่ยวเนื่องทางเศรษฐศาสตร์กับสังคม-การเมือง-การปกครอง ผลประโยชน์ทับซ้อนของอำนาจและความมั่งคั่ง หากระบบความสัมพันธ์ลักษณะนี้เป็นความสัมพันธ์ผูกขาด ชนชั้นทั่วไปจะเป็นอย่างไรหากนายทุนรายใหญ่พยายามกอบโกยและสร้างอำนาจทางปัจจัยด้วยการผูกขาดทรัพยากรเพื่อสร้างผลกำไร . . . ประชาชนเลียดดินจะเป็นเพียงฝุ่นธุลีของแผ่นดินที่แห้งแล้ง ยืนหยัดอยู่เพื่อเป็นผืนถนนที่ถูกเบียดกลืนโดยพื้นถนนของชนชั้นผู้มีอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากร . . . . .

ผมไม่แน่ใจว่ามุมมองของกลุ่มทัศนคติฝ่ายที่สองเห็นว่าการหยิบยื่นทรัพยากรจากชนชั้นศักดินาไปสู่ประชาชนผู้น้อยเป็นสิ่งใด แต่ราวกับกว่ากลัวว่าการสร้างโอกาสให้แก่ชนชั้นล่างได้ใช้ทรัพยากร จะทำให้เกิดการแข่งขันต่อสู้และสามารถเข้าสู่สังคมของชนชั้นผู้ถืออำนาจทรงทรัพยากร นั่นหมายถึงการเพิ่มผู้แข่งขันในตลาดทางเศรษฐศาสตร์ ในขณะที่ชนชั้นศักดินาไม่หยิบยื่นให้แก่ชนชั้นผู้มีอำนาจถือครองทรัพยากร ก็แน่อยู่แล้ว เหตุผลพอเพียง ในเมื่อมีทรัพยากรอยู่แล้ว ทำไมต้องให้ใครหยิบยื่นให้

ทัศนฝ่ายนี้ จึงมุ่งการต่อสู้แข่งขันเพื่อสร้างเสรีภาพและการแข่งขันสัมบูรณ์กับกลุ่มชนชั้นศักดินา เพื่อลดช่องว่างทางศรัทธา และพยายามขยายส่วนแบ่งทรัพยากรของชั้นศักดินาที่มีเหลือเฟือ ผลกระทบคือ ยิ่งชนชั้นผู้ถือครองทรัพยากรมีทรัพยากรมากขึ้น มันคือทุนที่มหาศาล มันคือมูลค่าของทุนที่นำมาใช้ในภาคการผลิต และสิ่งมุ่งหวังคือผลกำไรจากทุนมหาศาล ชนชั้นนายทุนย่อมต้องการกำไรให้คุ้มกับการลงทุน และแน่นอน ก็จะวนกลับไปยังที่ว่าไว้ . . . แล้วถ้าชนชั้นล่างต้องการทรัพยากรบ้าง ก็ต้องดิ้นรนหาปัจจัยมาแลกทรัพยากร . . . . ในขณะที่ส่วนคานอำนาจการถือครองทรัพยากรของนายทุนอันก็คือชนชั้นศักดินาหายไป คนเดินดินธรรมดา จะทำอย่างไรหาโอกาสดิ้นรน นอกจากใช้ชีวิตอยู่ในระบบตลาดการเงิน-ตลาดแรงงาน-ตลาดทางเศรษฐศาสตร์

สุดท้าย อะไรเล่าที่เราทุกคนต่างคาดหวัง . . . เสรีภาพในการต่อสู้ดิ้นรนอย่างอิสระเสรีภายใต้การกุมอำนาจของนายทุนรายใหญ่ผู้ถือครองทรัพยากรและสร้างผลกำไรส่วนตน หรือ ปรับระบบสังคม-การเมือง-การปกครอง ให้เอื้อต่อคนชนชั้นล่างอันเป็นประชาชนส่วนมากของสังคม ควบคุมชนชั้นนายทุนผู้มีทรัพยากรมิให้เบียดเบียนทรัพยากรของชาติ ละเว้นการเมืองที่ไม่โปร่งใส หลีกเลี่ยงการให้ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือจะให้แรงสุด ลบชนชั้นศักดินา ปล่อยคนทุกคนให้เท่าเทียม ไม่ว่าอำนาจมากหรือน้อย ปัจจัยมากหรือน้อย ความสามารถมากหรือน้อย ให้วิ่งปนชนชกในระบบเสรี ใครเข้าวินก่อนก็ดีไป ใครไปต่อไม่ได้ก็โดนย่ำจมดิน . . . ผมไม่รู้

สิ่งที่ผมรู้ เราควรทำหน้าที่ของเราต่อไป ผมไม่สนว่าใครมีทัศนะฝ่ายไหน ผมรู้แต่ว่า เราอยู่ในบ้าน เราทำหน้าที่ พ่อ แม่ ลูก คนในครอบครัว, อยู่ในโรงเรียน เราทำหน้าที่ นักเรียน คณาจารย์, อยู๋ในสังคมการงาน เป็นคนทำงานอย่างขันแข็ง, ในสังคมประเทศชาติ เป็นประชากรที่มีคุณธรรมจริยธรรม ประกอบสัมมาอาชีพ เกื้อกูลชาติให้มีพลวัต, ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงทางการเมือง ก็แค่นั้น ไม่จำเป็นต้องฝักใฝ่ฝ่ายใด แค่เราต่างคนต่างทำ ทำหน้าที่ของตัวเองไป ไม่ต้องมาเสียเวลาทะเลาะกัน แค่นี้ก็แก้ปัญหาความมั่นคภายใน แล้วก็ส่งผลให้สังคมบ้านเราคล่องตัวในทุกๆ ทาง

เอาล่ะ ไปเลือกตั้งกันซะ เชื่อว่าสมัยหน้ามีคนเบื่อประชาธิปัตย์พอสมควร วาระที่ผ่านมา ผลงานแย่ไปซะเยอะ มาดูกันว่าวาระข้างหน้าจะเป็นใครและจะเป็นอย่างไร คนทั้งประเทศ มองดูการบริหารบ้านเมืองเป็นเหมือนเกลมฟุตบอล ไปแทงพนันวันที่สาม นับผลคะแนนข้ามวันข้ามคืนสองวัน พอรู้แพ้รู้ชนะ ก็เฮบ้างเสียใจบ้าง พอสักพักก็เริ่มเกทับกันไปเกทับกันมา พอหนักเข้าก็เริ่มวางมวย . . . เป็นกันทุกยุคทุกสมัย เหมือนเด็กวัยรุ่นนั่งกินเหล้าดูบอลในบาร์เลย

เอวังประเทศไทย

ขอออกตัวก่อนว่าไม่เข้าข้างใคร เพราะโลกนี้มีดีและแน่(เก๋า)ที่หลากหลาย วัฒนธรรม เท่ากับ วัฒนธรรมเสมอ ดังนั้น ไม่ว่าจะวัฒนธรรมใด ความเชื่อ ทัศนคติทางไหน หากมีจริงบนโลก นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง เป็นจริง และไม่ผิด อยู่ที่ใครจะคิดว่ามันเป็นอย่างไร

โดยส่วนตัวผมเอง เรื่องของการรับน้อง เป็นเรื่องที่นานมาแล้ว เป็นเรื่องงี่เง่าบ้าบอ ที่ตอนเป็นน้องเราโกรธจะตาย พอมาเป็นพี่ อาจจะใช่ที่มันคือการกระทำเพียงคะนองอยาก แต่ผมไม่เคยเห็นด้วยกับกิจกรรมรับน้องที่หนักหนาสาหัส

สิ่งแรกเมื่อเราพูดถึงการรับน้อง เราพูดถึงเพลงเชียร์ แน่นอน สถาบันเล็กๆ อย่างครอบครัวก็มีเพลงกล่อมลูกเป็นเพลงฐาน ใหญ่ขึ้นมาก็เพลงประจำโรงเรียน เพลงประจำอำเภอ จังหวัด กระทั่งเพลงชาติ และเพลงๆๆๆๆๆๆ ทำไมเราต้องบังคับน้องให้ร้องเพลง . . . เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจึงร่วมใจยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย . . . แล้วเราก็มารู้กันอีทีเมื่อเติบใหญ่แล้วคิดได้ว่า ประเทศไทยสอนประวัติศาสตร์ชนชั้นกลางมาตลอด…..

เมื่อรุ่นพี่พยายามจะสอนน้องจำนวนมากร้องเพลง เด็กที่อยู่ในวัยรุ่น เด็กที่มีความเปนตัวของตัวเอง เด็กที่มาจากพื้นฐานทางสังคมแตกต่าง เด็กที่ออกมาจากสถาบันมัธยมศึกษาซึ่งมีระเบียบวินัยเคร่งครัด ออกมาสู่สังคมอุดมศึกษาที่เธอจะเรียนเธอเรียนไป เธอจะทำอะไรไม่มีใครมาท้วงติง เกรดเธอไม่ถึงก็รีทายวัดผลกันไป . . . . คิดดูเล่นๆ ว่าจะเหมือนจับปูใส่กระด้งแค่ไหน ลองให้เด็กใน ๑ สาขาวิชามานั่งล้อมวงสามสิบสี่สิบคนแล้วมีคนสอนร้องเพลงอยู่กลุ่มหนึ่งกลางวง มันจะอลหม่านแค่ไหน บางคนก็ร้องตามบ้าง บางคนก็ถามว่าทำไมฉันต้องมาร้อง… ฉันนัดแฟนฉันไว้ ยังไม่ได้จัดหอ เพลียจะตาย กูจะไปเล่นบอล กุนัดเพื่อนไปแดกเหล้า ฯลฯ

วินัย ที่อ้างกันนักหนาในวิสัย โซตัส ทั้งการตีความที่เหมาะสม หรืออ้างอิงจนเลยเถิดวุ่นวายบานปลายเป็นบีบคั้นจิตใจน้องใหม่ ว่ากันไปผมไม่สนว่าใครจะคิดหรือตีความว่าอย่างไร แต่วินัยจำเป็นในการเข้าอยู่ในสังคมคนหมู่มาก วินัยจึงมาอยู่ในวงที่พี่สอนน้องร้องเพลง ทั้งนี้ทั้งนั้น วินัยมักจะไม่สามารถอยู่ในใจของทุกคนอย่างสม่ำเสมอในร่องในรอย การอ้างคำพูด “มาก่อนเป็นพี่ มาทีหลังเป็นน้อง” ย่อมบังเกิด คนที่เคยอยู่ในรั่วสถาบันมาก่อน แน่นอนว่าเป็นคนที่เคยเข้าถึงทรัพยากรในสถาบันมาก่อน มันคือประสบการณ์ทางสังคม เชื่อเหอะว่าไม่มีตำราเล่มไหนสอน และไม่เคยมีนักวิชาการบนหอคอยงาช้างท่านใดเขียนตำราวิชาประสบการณ์ทางสังคม พี่จึงเริ่มตำหนิ ติ ตวาด ให้น้องร้องเพลง ก็มันเป็นหนึ่งทรัพยากรของสถาบัน ไม่ว่าเธอจะอยากรับหรือไม่อยากรับมัน เธอก็ต้องรับ ลองคิดดูเล่นๆ ว่า หากนักศึกษาร้องเพลงสถาบันไม่เป็นแม้แต่คนเดียวติดกันสักสี่รุ่น วันรับปริญญาจะเป็นอย่างไร ไม่สอนน้องบูม มันจะเป็นอย่างไร สิ่งไหนเล่าที่เรียกว่า ความภาคภูมิใจของสถาบัน ????

อีกกิมมิกของการรับน้อง ว๊ากๆ อ่านะ ….. ในช่วงเวลาอันสั้น จะทำอย่างไรให้กลุ่มน้องปีหนึ่ง สามารถช่วยกันพยุงกันไปในสังคมใหม่ เชื่อเถอะว่าเด็กปีหนึ่งเกือบทุกคนเชื่อว่ากูแน่(เก๋า) กูดูแลตัวเองได้ เอาเข้าจริงจากประสบการณ์ที่เรียนมาในสถาบันที่ปล่อยให้นักศึกษาลงทะเบียนเอง ทั้งเลือกรายวิชา เวลาเรียน ตรวจสอบตารางเรียนและตารางสอบเอง โดยอาจารย์ที่ปรึกษามีหน้าที่แค่คอยรับทราบและให้คำปรึกษา ไม่ต้องมาคอยสอนสั่งหรือจัดตารางเรียนให้ เมื่อตอนนั้นเทอมแรก เราทุกคนงงกันเป็นไก่ตาแตกกับใบลงทะเบียนและคู่มือกระบวนวิชาที่เปิดในภาคการสึกษาเล่มขนาดพจนานุกรม… พี่ไม่บอกน้อง ใครจะบอก เพื่อนไม่ช่วยเพื่อน ใครจะช่วย ในขณะที่ทุกคนต่างมันใจในตัวเอง แต่ในสังคมใหม่ สถาบันใหม่ ระเบียบปฏิบิติใหม่ แน่ใจหรือว่าทำได้จริง ? เพื่อนต้องช่วยเพื่อน น้องปีหนึ่งจากต่างบ้านต่างเมือง ต่างสถาบัน ต่างพื้นฐานทางครอบครัว ต้องละลายพฤติกรรมเข้าหากัน อย่างน้อยๆ ในกิจกรรมอะไรก็ตาม ต้องมีการช่วยเหลือ โดยเฉพาะหากเวลามันรัดรีบเร่งเร้า การใช้วาจาของรุ่นพี่เพื่อกระตุ้นให้รู้จักช่วยเหลือกันในสถานการจำลอง แม้แต่ที่งี่เง่าที่สุดคือการสั่งให้วิ่งรอบสนาม ถ้าเพื่้นจะเป็นลม ลองไม่มีใครช่วยใครสิ . . . . จะโดนว๊ากหนักกว่าเดิม

พูดถึงกิจกรรมรับน้องขึ้นดอยสักหน่อย วัตถุประสงค์ของการรับน้องขึ้นดอยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ . . . (ว่าจะไม่กล่าวถึงสถาบันแล้วเชียว แต่ก็นะ จนใจ….) วัตถุประสงค์… ไม่รู้ว่าเจ้าภาพโครงงานนี้อันก็คือสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสโมสรนักศึกษาคณะต่างๆ จะเขียนวัตถุประสงค์ ส่งโครงงานขอเบิกงบประมาณกิจกรรมประจำปีจากมหาวิทยาลัยว่าอย่างไร แต่สิ่งที่ผมพยายามบอกเล่ากับทุกคนก็คือ วัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นที่เคารพบูชาของคนเชียงใหม่ทั่วไป ตั้งอยู่บนดอยสุเทพซึ่งมองจากตรงไหนของเชียงใหม่ก็เห็น มีครูบาศรีวิชัยเกณฑ์ไพร่พลคนทหารทำถนนขึ้นไป เรามาเรียนใกล้ขนาดนี้ ในสถาบันที่ครูบาศรีวิชัยนำพาผู้คนมาตัดถนนผ่านไปถึงสถานที่พึงสักการะ….. ไปเถอะน้องเอ๋ย… มาเรียนถึงนี่ ไปไหว้สักทีจะเป็นไรไป ถ้าเหนื่อย ถ้าล้า ถ้าไม่ไหว ก็นั่งพักไป เดินดูต้นไม้ใบหญ้าไป จุดหมายมันไม่ได้อยู่ที่ยอดดอย… แต่มันคือการเดินทางกับเพื่อนที่จะร่วมเรียนกันสี่ปี มันต้องมีคนถูกชะตาพาเป็นเพื่อนฝูงคนรู้ใจ ดูแลกันไป ค่อยๆ ไป ให้มันสนุกกันไป เชื่อเหอะ ไม่ถึงยอดยังไง ก็จะดีใจที่ได้เจอเพื่อน

ผมกลับมาขอออกตัวอีกครั้งว่าที่เขียนมาทั้งหมด มันคือข้ออ้างของการจัดกิจกรรมรับน้อง ใช่… ผมอยากทำทำอย่างที่ทำที่เคยทำ แต่ถ้าผมจะทำ ผมจะไม่ทำเบาจนทำให้เด็กปีหนึ่งเห็นว่าเราสักแต่ว่ารับน้องหรือมารับน้องไม่ได้อะไร และผมจะไม่ทำแรงจนทำให้น้องใหม่ที่จะมาร้องเพลงสถาบันและบูมให้ตอนผมเข้าเฝ้ารับพระราชทานปริญญาบัตรต้องเจ็บช้ำน้ำใจจนเกินไป สิ่งที่ผมพยายามเน้นย้ำกับวงรับน้องเสมอคือ เมื่อเราคาดหวังวินัยจากน้องปีหนึ่ง รุ่นพี่ต้องมีวินัย…. การแต่งตัวเข้าวงรับน้อง การพูดครับค่ะ การไม่ดูถูกเหยียดหยาม การไม่ใช้กริยาและวาจาก้าวร้าวจนเกินงาม การแตะเนื้อต้องตัว การใช้เหตุผล การชี้เป้าไปให้ถึงวัตถุประสงค์หรือสิ่งที่เราต้องการให้น้องได้รู้ นี่คือสิ่งที่รุ่นพี่พึงให้เกียรติกับรุ่นน้อง ไม่ใช่สักแต่ว่าว๊าก ว๊ากเพราะว๊ากกันมา ว๊ากเพราะว่ากูเคยโดนว๊าก หรือว๊ากให้สะใจเพราะเด็กปีหนึ่งมาแรงใส่ . . . . จงวางวัตถุประสงค์เป็นที่ตั้งของการรับน้อง และจงหาวิธีนำไปให้ถึงวัตถุประสงค์

ผมขอกลับมาที่เรื่องของกิจกรรมทั่วไปของนักศึกษา ไม่เกี่ยวกะเรื่องว๊ากๆ ล่ะนะ เอาง่ายๆ เลย อย่างรับน้องขึ้นดอย ตีโจทย์ให้แตก ไปไหว้พระ ต้องเตรียมเครื่องไหว้ มีอะไรบ้าง เตรียมเครื่องไหว้มาให้เด้กๆ น้องๆ ช่วยทำ เขาจะได้รู้ว่าเราจะไปทำอะไร จากนั้นขึ้นไป จะมีกิจกรรมเพื่อให้สนิทกันทำอย่างไร การแสดง? อะไร หรือจะเตรียมขบวน เตรียมการแสดง เพื่อไปแข่งขัน……… หรือจะทำอะไร คิดให้ดีอยากให้น้องปีหนึ่งได้อะไร

ผมเคยพยายามเสนอกิจกรรมรับน้องโดยไปค่ายอาสา ตั้งโจทย์ให้น้องปีหนึ่งทำร่วมกัน พี่ๆ คอยช่วยเหลือ แล้วมาประเมินงานว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จเพราะอะไร ให้ช่วยเหลือกันทำภาระกิจไห้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จก็ลงโทษตามสมควร แล้วพี่ๆ ก็เข้าช่วยเหลือให้เห็นว่าระหว่างพี่น้องยังมีน้ำใจ ระหว่างนั้น พี่ๆ อาจจะร้องเพลงสถาบันงี่เง่าให้ซึมซับกันเข้าไป ให้น้องๆ รู้สึกว่า เห้ย ถ้าร้องได้แม่งคงฮา เวลาไปไหนร้องได้แล้วชาวบ้านเค้ามองว่าเจ๋ง แล้วค่อยมาสอนร้องเพลงกันจริงจัง สังสรรกันบ้าง ดื่มกันบ้าง ให้น้องๆ สัมผัสกับวิถีชีวิตของพื้นที่ค่ายที่เป็นโลกของความจริงที่ผู้คนตรากตรำทำงาน เด็กๆ ขาดโอกาส พื้นที่ที่สาธารณูปโภคไม่ถึง อะไรก็ช่าง ให้เขาพอจะรู้ว่า ไม่ว่าสิ่งที่กำลังเรียนเขาเห็นคุณค่าแค่ไหน แต่ ณ ที่ห่างไกลมันก็สำคัญ เรียนรู้จากการสัมผัส เรียนรู้จากการได้เห็น เรียนรู้จากการคิด ตระหนัก แต่ภาพลักษณ์ของการรับน้องที่รุนแรงทำให้โอกาสจะพาน้องๆ ไปรับน้องอย่างนั้นทำได้ยากเหลือทน

“ที่กูชวนพวกมึงกินเหล้า กูอยากให้พวกมึงรู้ัจักประมาณตน มึงเพิ่งมา กูไม่รู้หรอกว่าพวกมึงเคยกินมามากกันแค่ไหนหรือยังอ่อนวัยเดียงสา แต่มึงเข้ามาใหม่อย่างเพิ่งบ้าพลัง ลองดูว่าเรายังมีข้อจำกัดตรงไหน ระวังมันไว้ หาวิธีรับมือกับมันให้ได้ แล้วก้าวผ่านมันไปให้ดีที่สุด”

ทิ้งท้ายอีกนิด สถาบันก็คือสถาบัน ไม่ว่าแห่งไหนจะมีชื่อเสียงเรียงคลาสอย่างไร ที่ไหนจะมีศาสตราจารย์หรือผลิตผู้ทรงคุณวุฒิไปมากเท่าใด ตำราถูกอ่าน สร้างสรรค์ ขีดเขียน เล่มแล้วเล่มเล่า ไม่สำคัญหรอกว่าใครจะแบกกองหนังสือกองเท่าภูเขา หรือจะหยิบไปเพียงกบเหลาดินสอ แต่เขาคนนั้นรู้จักแบ่งปันหนังสือสักเล่มในกองให้เพื่อนอ่านบ้างหรือไม่ เขาเอากบเหลาดินสอเหลาให้ใครเอาไปใช้สร้างสรรค์อย่างไร หรือสักแต่ว่าแบกหนังสือโซซัดโซเซมองทางไม่เห็นคลำทางไม่ได้ ชนชกยกไหล่ป่ายปีนไขว่คว้าเหยียบคนถ้วนหน้าไปถึงยอดหอคอยงาช้างแห่งวิชา แต่มองลงมาไม่มีใครยิ้มให้สักคน

ความเป็นเลิศทางวิชาการที่ปัญญาชนแห่งรัฐชาติไทยบัญญัติศัพท์ไว้ หรือความเป็นเลิศทางศาสตร์และศิลป์ที่มีหลักสูตรเปิดสอนทั้งในไทยและต่างประเทศ ทุกอย่าง… แน่นอนว่าทุกศาสตร์ต้องการการสร้างสรรค์ ทุกศาสตร์ ต้องการแรงบันดาลใจไปข้างหน้า ต้องท้าทายสิ่งเดิมที่มีอยู่ แต่ตราบใดที่สิ่งเดิมยังยืนอยู่เป็นฐานให้คนรุ่นใหม่เหยียบข้ามไปได้ สิ่งนั้นก็น่าจะยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่อุ้มชูให้ใครสักคนได้ไปไกล หรือมีใครริกล้าเหยียบย่ำคำว่า “ภูมิปัญญา”

Tradition แปลว่าอะไรล่ะ ธรรมเนียม อะไรก็ช่าง  ผมว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ล้อมรั้วปิดประตูความเป็นเลิศทางศาสตร์และศิลป์ มันเป็นเพียงรูปแบบของการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของคน เป็นสิ่งเกื้อกูล มันก็แค่นั้น มันอาจจะมีอิทธิพลอย่างอนุรักษณ์นิยมบ้าง แต่ัทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ต้องมีคนหัวก้าวหน้ามาคานโลกให้ยังหมุนไป ดังนั้นผมไม่เชื่อว่า “ธรรมเนียม” จะ ล้อมกรอบ “ความคิดสร้างสรรค์” ได้ แต่ถ้าขณะนี้เรากำลังพูดถึงระบบการศึกษา ผมว่าเป็นที่ ตัวระบบล้อมกรอบนักศึกษาที่มีความสามารถเฉพาะทาง ไปในกรอบของการจัดการศึกษามาตรฐาน มากกว่าหรือเปล่า? สังคมไทยบังคับให้ชนชั้นกลางเป็นผู้จบอุดมศึกษา จนจำเป็นต้องสักแต่ว่า เข้าเรียนให้ได้ อะไรช่างมัน หรือเปล่า?

เราทุกคนที่เคยผ่านอุดมศึกษา เราเคยแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยกับเป็นบ้าเป็นหลัง เราสอบวิชาพื้นฐาน ที่เราไม่ได้ถนัดไปทุกวิชา เรากลัวไม่ได้เข้าเรียนเลยเลือกสาขาที่คิดว่าคะแนนเราพอเข้าได้ วันรายงานตัวนักศึกษาเราได้เลขประจำตัวนักศึกษา นี่ไง ได้เป็นนักศึกษา ได้เป็นนิสิต พ่อแม่ไม่คิดหรอกว่าลูกเป็นหมูในอวยที่เค้ากำลังต้อนไปสู่ตลาดแรงงานที่มีคนจบใหม่ทุกปีเป็นแสน เรียนให้จบตามที่สังคมคาดหวังไปก่อนเหอะ ตามมีตามเกิด ไอ้ที่กูถนัดแล้วอยากจะทำน่ะเหรอ ไปสู้เอาในโลกของกิจกรรมนักศึกษา เอาเข้าจริงเวลาเรียนวิชาที่ไม่ถนัดเบียดบังเวลาพัฒนาฝีมือและความสามารถเฉพาะทาง . . . . ถามจริงๆ เถอะ มีนักศึกษากี่เปอเซนต์ที่ได้เข้าศึกษาต่อตามความถนัดเฉพาะ เพราะเขาไม่ขวนขวาย หรือเพราะระบบทำให้เขามีทางเลือกได้ไม่มาก ? ? ? ?

Cat’s In the Cradle

Posted: June 7, 2011 in Uncategorized

คิดถึงพ่อ คิดถึงเพื่อน คิดถึงพี่ คิดถึงน้อง คิดถึงหลายๆ คน ที่เข้ามาในชีวิตอย่างเพลง “กลับกลาย” ของกลุ่มศิลปิน มาลีฮวนน่า กล่าวถึง “ความเปลี่ยนแปลง” ที่เป็นจริงของโลก . . .

ความรู้สึกนี้เกิดจากคำถามที่ถาโถมเข้ามา “ยังไม่คิดจะมีลูกมีเมียหรือ?” ราวกับผู้เฒ่าทั้งหลายห่วงใยบุตรหลานเมื่อยามกาลคล้อยเคลื่อนไปสู่ปัจฉิมยามของชีพ ผมจะไม่มีใครดูแล

แพลงนี้จึงส่งสำเนียงเบาบางในสมอง . . . ถ้าหลายท่านจำได้ (ผู้ที่เกิดช่วง 2526-2528) เป็นเพลงประกอบโฆษณาที่หยิบมาจากของฝรั่งตาน้ำข้าว เนื้อหารณรงค์ด้านการเลิกบุหรี่ ภาพของเด็กน้อยมองบิดาผู้ล่วงลับทางจอวีดีทัศน์ และจบลงด้วยภาพของบิดาเข้าโคม่าด้วยอาการหัวใจวายอันเป็นผลกระทบจากการสูบบุหรี่ เป็นภาพสะเทือนใจของโฆษณารณรงค์เรื่องหนึ่งที่ประทับใจ รองจากภาพของคัทเอาท์ขนาดใหญ่ประภาพเด็กสาวสดใสทว่าแววตาหม่นหมอง พร้อมคำโปรย “I am not tourist attractions” ของมูลนิธิอะไรสักอย่าง (ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นมูลนิธิกระจกเงา) ที่เคยติดไว้บนผนังตึก AIA ที่แจ่งสวนปรุง จ. เชียงใหม่เมื่อนานมาแล้ว

ผมตอบคำถามกับผู้เฒ่าทั้งหลายที่ถามไถ่ “ลูกน่ะผมอยากมี แต่จะมีคนดีๆ ที่ไหนคิดจะตัดสินใจอยู่กับผม ในขณะที่ผมอายุยี่สิบห้า ทว่าโลกกว้างเมื่อตอนผมยังเด็ก ก็ยังกว้างอยู่เหมือนเดิม และยังไม่เคยละความคิดที่จะท่องเที่ยวไปพบเห็น” ขณะที่เห็นผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างสงบโดยไม่พูดอะไรต่อ ทั้งที่ในใจอยากจะแนะนำคู่ชีวิตที่ได้มองคู่ไว้ให้ผมแล้ว

บทเพลง “แมวในเปล” คล้ายกับการถ่ายทอดคำบอกเล่าของบิดาวัยเกษียน พูดถึงบุตรชายที่กำเนิดในวันหนึ่งซึ่งเป็นเพียงวันปกติในความทรงจำ

My child arrived just the other day
come to the world in the usual way

ในวันที่เขาเป็นบุรุษผู้รับผิดชอบภาระของโลกอีกจำนวนมาก จนบุตรชายเริ่มหักเดิน และพูด ประโยคแรก “แล้วผมจะโตขึ้นไปเหมือนพ่อ”

you know I’m gonna be like you Dad? you know I’m gonna be like you . . .

พร้อมกับคำถาม ราวกับเด็กที่วาดหวังจะมีผู้ประคองปีกในยามหัดบิน

when you comin’ home ?

กับคำตอบของบิดาผู้คาดหวังว่า จะทุ่มแทแรงเพื่อแลกมาซึ่งปัจจัยสี่แห่งการดำรงชีพ จะครบพร้อมและเพียงพอต่อการเติบใหญ่ของลูก แล้วจะทำให้เขามีสุขกับบุตรชายในวันที่เขาเติบใหญ่

son, I don’t know when… we’ll get together then
you know we’ll have a good time then

ภาพวีดีทัศน์ประกอบเพลงแสดงภาพบิดาพาลูกที่เพิ่งหัดเดินไปยืนทาบตัวกับตั้นไม้ใหญ่ วาดขนาดร่างไว้กับต้นไม้ ราวประทับวิญญาณของเด็ดน้อยบริสุทธิ์ไว้กับเทพยดาแห่งธรรมชาติผู้ให้ก่อเกิดหน่อเนื้อแห่งชีวิต

จนถึงวันที่เด็กน้อยเจริญวัยครบสิบปี ในวันหนึ่งที่เป็นวันปกติในความทรงจำของบิดา เขาซื้อลูกเบสบอลมาให้บุตรที่เขารักและหวงแหน ผู้รู้สึกระคนด้วยความรักและคำนึงหาบุรุษผู้เป็นบิดาผู้ใช้ชีวิตห่างเหินเกินเอื้อมคว้า บุตรชายตัวน้อยชวนบิดาเล่นของเล่นที่ได้รับ กลับได้รับคำปฏิเสธ ทว่าเด็กน้อยหันหลับไปอย่างไม่สงสัย เอื้อนเอ่ยวลีอย่างที่ใจเชื่อมั่น “แล้วผมจะโตขึ้นไปเหมือนพ่อ”

Well my son turned ten
just the other day
he said thanks for the ball Dad
come on let’s play
can you teach me to throw
I said not today – I got a lot to do he said that’s o.k.
and he walked away and he
smiled and he said
you know I’m gonna be like him yeah
you know I’m gonna be like him

ภาพวีดีทัศน์ประกอบเพลงแสดงภาพบุตรขว้างลูกเบสบอลให้บิดาอย่างคาดหวังว่าบิดาจะรับลูกในขณะที่เขากำลังถอยรถจากไป

จนถึงวันที่บุตรชายกลับจากวิทยาลัย ในวันหนึ่งที่เป็นวันปกติในความทรงจำของบิดา บิดามีหลายหลากคำพูดกับบุตร ราวกับภาคภูมิกับการเป็นหนุ่มเจริญวัยของเขา บิดาเอื้อนถามว่านั่งลงพูดคุยสักพักได้ไหม บุตรชายยิ้มเล็กพลางตอบกลับไป “ที่ผมอยากคุยกับพ่อจริงๆ คือขอยืมรถหน่อยได้ไหม” แล้วภาพบุตรหันหลังกลับไป พร้อมกับกล่าวทิ้งไว้ “ผมขอกุญแจรถก่อนได้ไหม ไว้เราค่อยคุยกัน”

Well he came from college
just the other day so much like a man I just had to say
I’m proud of you could you sit for a while
he shook his head and he said with a smile
what I’d really like Dad is to borrow the car keys
see you later can I have them please

เวลาล่วงเลยยาวนานหลังจาบิดาเกษียนอายุ บุตรชายออกไปผจญภัยในโลกกว้าง บิดาโทรศัพท์ถามไถ่ “พ่อยากเจอลูก พอจะว่างไหม” บุตรชายตอบ “ผมก็อยากไป หากมีเวลาว่าง งานกำลังมีปัญหา และหลานของพ่อกำลังป่วย แต่ยังไงผมก็ยินดีที่ได้คุยกับพ่อ” ราวบิดาจะตระหนักเมื่อวางสาย “บุตรชายได้เติบโตไปเช่นเขาจริงๆ”

I’ve long since retired my son’s moved away
I called him up just the other day
I’d like to see you if you don’t mind
he said I’d love to Dad if I could find the time
you see my new job’s hassle
and the kids have the flu
but it’s sure nice talking to you Dad
it’s been sure nice talking to you
and as I hung up the phone
I occured to me
he’d grown up just like me
my boy was just like me

ภาพวีดีทัศน์ประกอบเพลงแสดงภาพ แสดงภาพประกอบเมื่อบุตรยังอยู่ในวัยเยาว์ เกาะขาบิดาขณะเดินพลางคุยโทรศัพท์, ภาพของบุตรเอาโทรศัพท์ของเล่นโยนลงสระน้ำ, ปิดภาพด้วยบิดาวัยชราเดินไปทาบตัวกับโคร่งร่างของบุตรที่เคยวาดไว้บนต้นไม้ใหญ่ โครงร่างนั้นเติบโตตามอายุการเจริญของบุตรจนเท่าเทียบบิดาในวัยเกษียน

———————————————————————————–

คือเรื่องราวของแมวน้อยในเปลที่เจ้าของไม่เคยอุ้มขึ้นมาเชยชมอย่างทะนุถนอมด้วยมือ

เพลงนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องของพัมนาการ นึกถึงช่วงชีวิตของเด็กน้อยที่กำลังเติบโต สิ่งแรกที่เขาต้องการคือการอุ้มชูประคองปีกประคองขา จนถึงวันที่จะโบยบินออกไปเผชิญโลกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เวลาที่ต้องให้ใครมาประคองปีกและขา ทุกคนต่างโตขึ้นมาเป็นจังหวะชีวิตอย่างนี้ถ้วยทั่ว

ผมพลางนึกถึงพ่อผู้ช่วงลับ ผมไม่แน่ใจว่าผมใกล้ชิดกับพ่อเมื่อไหร่ เท่าที่จำได้พ่อเพิ่งตระหนักถึงการดูแลบุตรด้วยตนเองเมื่อมัธยมต้น เป็นเวลาที่พ่อเริ่มวางมือจากงานลงระดับหนึ่ง แต่เป็นเวลาสั้นๆ ราวกับจะรู้ว่าเวลาของเขาเหลือไม่มาก พยายามเคี่ยวเข็ญคล้ายหลักสูตรเร่งรัด ที่อยู่ๆ ก็คิดจะสั่งสอนด้วยหลักสูตรแสนสั้นและหนักหนา ทั้งที่ไม่เคยจะใส่ใจใกล้ชิดมาแต่เดิมที ในขณะที่ผมไปเรียนรู้จากโลกที่กว้างขึ้นเองจนกำแพงเริ่มแกร่ง จนแทบไม่เปิดรับสิ่งใดจากบิดา

นึกถึงเพื่อนที่ลาจากห่างหาย ที่เคยวาดฝันจะผจญภัยด้วยกัน ที่เคยประคองปีกกันจนถึงวันที่ลากจาก….. อย่างกลับกลาย

นึกถึงคำของผู้เฒ่าที่ถามไถ่อย่างห่วงใย . . . ถ้ามีลูกผมคงอยากพยายามพาเขาผจญภัย จนถึงวัยที่เขาเจริญวัยและต้องไปด้วยตัวเอง ถึงเวลานั้น ผมคงเป็นฝุ่นเถ้าธุลีรอการกลับมาเยี่ยมเยียนระลึกถึง อย่างน้อยผมก็จะไม่เสียใจที่วันหนึ่งได้เคยประคองปีกเขาไว้จนแกร่ง . . .

คิดถึงพ่อว่ะ . . . ทำไมไม่ยอมเรียนรู้อะไรจากเขาเลย