ที่จั่วหัวไว้อย่างนี้เพราะกำลังจะกว่าถึงทัศนคติทางสังคม-การเมือง ของไทยของขั้วสุดซ้าย-ขวา ซึ่งโดยนิตินัยและพฤตินัยไม่สามารถที่จะกล่าวอ้างถึงฝ่ายใดได้โดยตรง ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกงดเผยแร่ด้วยกรณีการหมิ่นสถาบัน หน่วยงาน กลุ่มทางสังคม และอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นต้องเกริ่นไว้เพราะผมเป็นหนึ่งมนุษย์ธรรมดาที่มีความต้องการลำดับขั้นทั้งห้าของมาสโลว์ อีกทั้งอยู่ในสังคม พึงน้อมรับฟังทัศนคติทั้งหลายแง่ในฐานะของวาทกรรมและกิจกรรม ที่อยู่ในทัศนะที่หลากหลาย ทว่าเป็นจริงบนโลกใบนี้ ดังนั้น ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร กระผมไม่ขอตัดสิน แต่มันคือสิ่งที่มีคนเชื่อจริง เป็นอยู่จริง มีการเคลื่อนไหวและดำเนินอยู่จริง มันคือสิ่งที่เป็นจริง มันจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยหรือไม่ ขอออกตัวว่าผมน้อมรับทุกทัศนสังคมในฐานะสิ่งที่มีอยู่จริง ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
สิ่งที่จะพูดถึง เกี่ยวเรื่องกับอนาคตที่กำลังจะเกิด ประวัติศาสตร์การเมือง อันก็ึคือเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่วันนี้ สิ่งที่เราสังเกตได้ก็คือ การให้ความสนใจ และเป็นฤดูการเลือกตั้งที่คึกคักมาก … อีกสิ่งหนึ่งที่สืบเนื่องมาให้เขียน ก็คือการได้อ่านข้อเขียนของใครท่านหนึ่ง ไม่ขอลงรีเฟอเรนซ์เพราะเป็นการชี้เป้าจนเกินงาม เรื่องราวเป็นเรื่องของช่องว่างทางสังคมที่สืบเนื่องไปถึงการเมืองการปกครอง เรื่องของการแบ่งชั้นวรรณะของชนชั้นศักดินา กับ คนรากหญ้า …เป็นงานเขียนที่ผมอ่านแล้ว ยอมรับในด้านสิทธิเสรีภาพในการเสนอความคิดเห็น มองในแง่จริยธรรมผมว่าหมิ่นเหม่ แต่ถ้ามองด้วยความคิดเห็นส่วนบุคคล ผมแทบจะลมจับ . . .
ผมไล่ย้อนนึกไปถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อช่วงปีที่แล้ว มีการแบ่งสองทัศนะทางสังคม-การเมือง-การปกครอง ออกจากกันอย่างเด่นชัด ซึ่งก็เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากเรื่องราวของแกนนำทางการเมืองที่มีปัญหาส่วนตัว แล้วผูกเข้ามาถึงเรื่องการเมืองส่วนรวมอย่างเลี่ยงไม่ได้เมื่อหลายปีก่อน ส่งผลยอกความมั่นคงของไทยมาจนปัจจุบัน
สองฝ่ายแกนนำ ถ้ามองแค่หลักๆ ไม่ต้องมองรายละเอียดให้ปลีกให้ย่อย มันคือเรื่องเก่าเล่าใหม่ เล่าไปหลายครั้ง เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายที่หลายทางในทุกมุมโลก ทัศนเอียงขวา กับ เอียงซ้าย ไม่เคยมีจุดจบของที่ใดเป็นบทเรียน และให้คำตอบที่ดีที่สุดได้
ทัศนะด้านหนึ่ง หวังจะลดทอนอำนาจของผู้มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรส่วนใหญ่ด้วยรากฐานเชิงปัจจัยทั้งทางทรัพย์ และอำนาจทางการเมือง เพื่อป้องกันการผูกขาดทรัพยากรโดยกลุ่มนายทุน ซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่างทางสังคมในภาพรวมเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรณ์ได้น้อยด้วยความด้อยของทรัพย์และอำนาจต่อรองเชิงสังคม เป็นได้เพียงแรงงานหรือผู้ผลิต (ฟันเฟือง) ตัวเล็กด้อย และ มีโอกาสต่อรองในระบบตลาดทางเศรษฐศาสตร์ได้ลำบากกว่าเดิม (จากที่ลำบากอยู่แล้ว) เป็นมุมมองทางเศรษฐศาสตร์หัวอนุรักษ์ที่หวาดกลัวมหาอำนาจทางการเงิน…
อีกทัศนะ มุ่งหวังเสรีภาพในการแข่งขันเพื่อความรุดหน้า (ทัศนะชนชั้นกลางทั่วไป) มองว่าบุคคลทุกคนสมควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม มองว่าระบบอภิสิทธิ์ชน ระบบอุปถัมภ์ ชนชั้นศักดินา เป็นชนชั้นผูกขาดทรัพยากรและสงวนทรัพยากรด้วยการใช้ สิทธิ์สัตยาอัมมาตย์ ความศรัทธา ความจงรักภักดี เป็นเครื่องมือและกดขี่ผู้ใต้ปกครองลงเป็นเพียงประชากรที่ไม่มีสิทธิ์หรืออำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรณ์ส่วนที่สงวนสำหรับชนชั้นศักดินา เป็นมุมมองของโลกเสรี-ประชาธิปไตย
(——– ข้อความหมิ่นมากเลยเห้ย–ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย แค่อธิบาย———)
ต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างเหตุผล แน่นอน ถ้าเอาเข้าจริง ใครๆ ก็สามารถเข้าใจและยอมรับเหตุผลของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ หากไม่มีฝ่ายตรงข้ามมาแสดงท่าทีของความ “สุดกู่” จนไม่มีใครยอมใครและเป็นสงครามกลางเมืองมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสองทัศนะ มองโลกนี้เหมือนถนนสองสาย เหมือนกันเดี๊ยะ
| Public || VIP |
| || |
| | || | |
| || |
| | || | |
| || |
| | || | |
| || |
| | || | |
| || |
มันคือถนน สำหรับคนทั่วไป และ สำหรับคนพิเศษ ทว่าในความเป็นจริงของสังคมไทย ถนนแบบไทยๆ เป็นแบบนี้
| Public || VIP || VVIP |
| || || |
| | || | || | |
| || || |
| | || | || | |
| || || |
| | || | || | |
| || || |
| | || | || | |
| || || |
มันคือถนน สำหรับคนทั่วไป, ถนนสำหรับคนพิเศษ และ ถนนสำหรับคนพิเศษมาก นี่คือการแบ่งทรัพยากรแบบไทยแท้ ที่มีคนรากหญ้า ผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร และชนชั้นศักดินา ในขณะที่ถนนทุกสายถูกแบ่งขนาดเท่ากัน ทว่าจำนวนของผู้แบ่งใช้ หรือจำนวนหัวต่อส่วนทรัพยากรไม่เท่ากัน นี่คือสิ่งที่เราต่างกู่ร้องก้องกังขากับสิ่งที่เกิดขึ้นในฐานะของเรื่องราวทางสังคมการเมืองการปกครอง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทัศนะฝ่ายแรก จุดเน้นย้ำข้อเทียบอยู่ที่ฝ่ายของ คนทั่วไป กับ ผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร โดยไม่สนว่าชนชั้นศักดินาจะมีอิทธิพลต่อระบบสังคมอย่างไร ในขณะที่ทัศนะฝ่ายที่สอง มีจุดเทียบที่ชนชั้นของ ผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร กับ ชนชั้นศักดินา … โดยส่วนตัวผมเห็นว่า ทัศนะที่สอง เมื่อมีทางออกไปในทางใดทางหนึ่ง ผลกระทบจะตกลงมาสู่ชนชั้นรากหญ้า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย อย่างเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่คนดิ้นรนคือชนชั้นผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร
เอาล่ะ ผมจำเป็นต้องกล่าวอ้างฝ่ายต่างๆ เพื่ออธิบายความคิดเห็น (อีกแล้ว… กำลังกลัวว่าการสาธยายนี้จะเป็นข้อวิวาทและนำผมไปสู่คุกตารางของการหมิ่น… ไม่ว่าจะอะไรก็ตามที) แต่อย่างไรซะ การนิ่งเฉยต่อเรื่องทางสังคม การเมือง การปกครอง ไม่เป็นการดี ดิ้นบ้าง ในฐานะหนึ่งความคิดเห็น
ถ้าถามว่าผมเอนเอียงไปด้านใด ผมขออนุญาติพูดไปตามการสังเกตด้วยตัวเอง เป็นทัศนะส่วนตัว ไม่ได้เป็นข้อเรียกร้อง ข้อวิพากย์ หรือสิ่งใด เป็นเพียงสิ่งที่อยากจะบอกเล่าจากมือเท้าของคนที่อึดอัดอยู่ในแผ่นดินเกิดที่มีคนจำนวนมากมองเห็นเป็นเวทีของการรบราทางทัศนคติของใครของมัน โดยผลกระทบตกอยู่ที่คนปลายแถว ยอดผมเลียดยอดหญ้า โดยไม่สามารถบอกกล่าวเล่าเรื่องใดๆ ได้เลยว่าอยากให้มันคลี่คลายออกมาแบบไหน
ในโลกอุดมคติของทั้งสองฝ่ายที่กล่าวอ้าง คือ บุคคลมีสิทธิ์ เสรีภาพ และอำนาจในการดิ้นรนเพื่อเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ถ้าให้ผมพิจารณาจากจดยืนบนส้นเท้าที่กำลังย่ำอยู่ ผมกำลังอยู่บนถนนของคนทั่วไป ถนนที่มีส่วนทรัพยากรเท่ากับส่วนของ ผู้มีอำนาจ และ ศักดินา ทว่ามีคนมาร่วมแผ่งปันสรรใช้มากกว่า ถ้าให้พิจารณาดูในมุมมองของคนส่วนนี้ ผมกลัวการต่อสู้กับการผูกขาดทรัพยากร เพราะในส่วนที่เรามีเป็นส่วนที่จำกัด สิ่งที่เรากำลังดิ้นรนต่อสู้ คือการต่อสู้ขอส่วนแบ่งกับ ผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร มันคือวิถีการอ้างอิงของกลุ่มคนทัศนะแบบที่หนึ่ง…
ที่ผมคิดไปในทางเช่นนี้คือ กระผมไม่สนใจชนชั้นศักดินาว่าเป็นอย่างไร ไม่ว่าใครจะรักชอบ หรือเกลียดชัง สิ่งที่ผมขอออกตัวไว้ก่อนคือ ผมจะไม่พูด และใครก็ตามอย่าได้พูดออกมา เขาเป็นเพียงบุคคลในชาติกำเนิดศักดินาของเขา ผมไม่สนใจว่าบุญหรือบาปนำพา แต่เราทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ และเขาไม่มีความต่างอะไรกับคนธรรมดา ทุกวันเราก็เห็นว่าชนชั้นศักดินาก็ต้องทำงาน ใครๆ ก็ทำงาน ชนชั้นผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากรก็ทำงาน คนธรรมดาก็ต้องทำงาน เราต่างกำลังปฏิบัติตามวิถีหน้าที่ เพียงแต่ชาติกำเนิด พาให้แต่ละคนอยู่ในจุดยืนที่มีหัวโขนให้ใส่ ก็ทำไปให้ดีที่สุด ใครจะชอบ ใครจะรัก ใครจะภักดี ใรจะชิง ใครจะชัง ผมไม่สนใจ ตราบใดที่ทุกคนต่างทำหน้าที่ในมโนธรรมที่ดี
ตั้งแต่ชาติไทยยังไม่เลิกทาส ยังไม่เป็นรัฐชาติประชาธิปไตย มาจนวันนี้ ผมยังไม่เห็นระบบอุปถัมภ์จางหายไปไหน ตั้งแต่สังคมเล็กสุดคือหมู่บ้านที่ล้วนแต่เป็นเครือญาติ ไหว้ผีไหว้สางหัวบ้านเดียวกัน มีจ่าบ้าน นายบ้าน ที่ได้รับการนับถือโดยไม่เกี่ยวกับระบบการเมืองของทางการ มีหัวหน้าครอบครัวดูแลคนในบ้าน นี่ก็ยังเป็นเรื่องของลำดับความสำพันธ์ลักษณะของพื้นที่แนวดิ่ง คล้ายระบบนาย-บ่าว ระบบของ คนธรรมดา-คนใต้ปกครอง กับผู้บังคับบัญชา-ผู้ปกครอง มีอยู่เพียงตรงที่ว่า ปกครองด้วยพระเดช หรือ พระคุณ ด้วยปัจจัย หรือ มโนธรรม . . . . แต่นี่ก็ยังเป็นสังคมไทย เมืองพุทธสังคมบาปอย่างวงเหล้า ยังมีการไหว้รุ่นพี่รุ่นน้อง ไหว้ป๋า ไหว้เสี่ย เด็กสาวไหว้แม่เล้า และ ฯลฯ ในฐานะผู้ถือทรัพยากรเหนือกว่า . . . . ใช่หรือไม่
ที่พูดมาถึงตรงนี้ อาจจะดูเหมือนผมหัวเข้าฝ่ายอนุรักษณ์นิยม สังคมนิยม ขอน้อมรับไว้ครึ่งหนึ่ง กระผมก็ไม่ได้ชอบระบอบของการแบ่งชั้นวรรณะ ไม่ได้ชอบการอยู่ใต้การปกครองที่ดิ้นไม่ได้หนีไม่หลุด ไม่สามารถต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความก้าวหน้าได้ แต่รูปแบบความสัมพันธ์ของชนชั้นศักดินากับชนชั้นรากหญ้าไทย เป็นชนชั้นที่อยู่คนละโลก และแทบจะไม่ได้สัมผัสกัน มีเพียงสายใยของความรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ กับผู้น้อย เท่านั้น
สิ่งที่ทัศนะคติฝ่ายที่สองสังเกตเห็นก็คือ ชนชั้นศักดินาหยิบเอาความเคารพศรัทธาของชนชั้นรากหญ้าไปใช้เสริมบารมีทางศักดินา เหมือนระบบถือศักด้วยนา ทว่าเปลี่ยนเป็นถือศักดิ์ด้วยข่าไพร่บริพาร ในขณะที่คนต่ำเตี้ยเลียดติดหญ้ามองว่าเป็นเพียงการหยิบยื่นทรัพยากรจากถนนชั้นศักดินามาสร้างโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรของชนชั้นที่มีทรัพยากรจำกัด…. ไม่ว่าความซาบซึ่งในพระคุณ จะเป็นที่ต้องการ-คาดหวังของเขาหรือไม่ มโนธรรมของผู้รับย่อมยินดีจะรับความเอื้อเฟื้อ และยินดีขอบคุณ
ในขณะที่ชนชั้นผู้มีอำนาจเข้าถึงทรัพยากร เป็นชนชั้นที่นำทรัพยากรไปเป็นทุนเพื่อสร้างผลกำไรจากการประกอบการ ทรัพยากรที่ชนชั้นรากหญ้าพยายามต่อสู้เพื่อขอปันส่วนมา จึงต้องใช้ปัจจัยทางการเงินเข้าแลก นี่คือจุดเริ่มต้นของความเกี่ยวเนื่องทางเศรษฐศาสตร์กับสังคม-การเมือง-การปกครอง ผลประโยชน์ทับซ้อนของอำนาจและความมั่งคั่ง หากระบบความสัมพันธ์ลักษณะนี้เป็นความสัมพันธ์ผูกขาด ชนชั้นทั่วไปจะเป็นอย่างไรหากนายทุนรายใหญ่พยายามกอบโกยและสร้างอำนาจทางปัจจัยด้วยการผูกขาดทรัพยากรเพื่อสร้างผลกำไร . . . ประชาชนเลียดดินจะเป็นเพียงฝุ่นธุลีของแผ่นดินที่แห้งแล้ง ยืนหยัดอยู่เพื่อเป็นผืนถนนที่ถูกเบียดกลืนโดยพื้นถนนของชนชั้นผู้มีอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากร . . . . .
ผมไม่แน่ใจว่ามุมมองของกลุ่มทัศนคติฝ่ายที่สองเห็นว่าการหยิบยื่นทรัพยากรจากชนชั้นศักดินาไปสู่ประชาชนผู้น้อยเป็นสิ่งใด แต่ราวกับกว่ากลัวว่าการสร้างโอกาสให้แก่ชนชั้นล่างได้ใช้ทรัพยากร จะทำให้เกิดการแข่งขันต่อสู้และสามารถเข้าสู่สังคมของชนชั้นผู้ถืออำนาจทรงทรัพยากร นั่นหมายถึงการเพิ่มผู้แข่งขันในตลาดทางเศรษฐศาสตร์ ในขณะที่ชนชั้นศักดินาไม่หยิบยื่นให้แก่ชนชั้นผู้มีอำนาจถือครองทรัพยากร ก็แน่อยู่แล้ว เหตุผลพอเพียง ในเมื่อมีทรัพยากรอยู่แล้ว ทำไมต้องให้ใครหยิบยื่นให้
ทัศนฝ่ายนี้ จึงมุ่งการต่อสู้แข่งขันเพื่อสร้างเสรีภาพและการแข่งขันสัมบูรณ์กับกลุ่มชนชั้นศักดินา เพื่อลดช่องว่างทางศรัทธา และพยายามขยายส่วนแบ่งทรัพยากรของชั้นศักดินาที่มีเหลือเฟือ ผลกระทบคือ ยิ่งชนชั้นผู้ถือครองทรัพยากรมีทรัพยากรมากขึ้น มันคือทุนที่มหาศาล มันคือมูลค่าของทุนที่นำมาใช้ในภาคการผลิต และสิ่งมุ่งหวังคือผลกำไรจากทุนมหาศาล ชนชั้นนายทุนย่อมต้องการกำไรให้คุ้มกับการลงทุน และแน่นอน ก็จะวนกลับไปยังที่ว่าไว้ . . . แล้วถ้าชนชั้นล่างต้องการทรัพยากรบ้าง ก็ต้องดิ้นรนหาปัจจัยมาแลกทรัพยากร . . . . ในขณะที่ส่วนคานอำนาจการถือครองทรัพยากรของนายทุนอันก็คือชนชั้นศักดินาหายไป คนเดินดินธรรมดา จะทำอย่างไรหาโอกาสดิ้นรน นอกจากใช้ชีวิตอยู่ในระบบตลาดการเงิน-ตลาดแรงงาน-ตลาดทางเศรษฐศาสตร์
สุดท้าย อะไรเล่าที่เราทุกคนต่างคาดหวัง . . . เสรีภาพในการต่อสู้ดิ้นรนอย่างอิสระเสรีภายใต้การกุมอำนาจของนายทุนรายใหญ่ผู้ถือครองทรัพยากรและสร้างผลกำไรส่วนตน หรือ ปรับระบบสังคม-การเมือง-การปกครอง ให้เอื้อต่อคนชนชั้นล่างอันเป็นประชาชนส่วนมากของสังคม ควบคุมชนชั้นนายทุนผู้มีทรัพยากรมิให้เบียดเบียนทรัพยากรของชาติ ละเว้นการเมืองที่ไม่โปร่งใส หลีกเลี่ยงการให้ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือจะให้แรงสุด ลบชนชั้นศักดินา ปล่อยคนทุกคนให้เท่าเทียม ไม่ว่าอำนาจมากหรือน้อย ปัจจัยมากหรือน้อย ความสามารถมากหรือน้อย ให้วิ่งปนชนชกในระบบเสรี ใครเข้าวินก่อนก็ดีไป ใครไปต่อไม่ได้ก็โดนย่ำจมดิน . . . ผมไม่รู้
สิ่งที่ผมรู้ เราควรทำหน้าที่ของเราต่อไป ผมไม่สนว่าใครมีทัศนะฝ่ายไหน ผมรู้แต่ว่า เราอยู่ในบ้าน เราทำหน้าที่ พ่อ แม่ ลูก คนในครอบครัว, อยู่ในโรงเรียน เราทำหน้าที่ นักเรียน คณาจารย์, อยู๋ในสังคมการงาน เป็นคนทำงานอย่างขันแข็ง, ในสังคมประเทศชาติ เป็นประชากรที่มีคุณธรรมจริยธรรม ประกอบสัมมาอาชีพ เกื้อกูลชาติให้มีพลวัต, ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงทางการเมือง ก็แค่นั้น ไม่จำเป็นต้องฝักใฝ่ฝ่ายใด แค่เราต่างคนต่างทำ ทำหน้าที่ของตัวเองไป ไม่ต้องมาเสียเวลาทะเลาะกัน แค่นี้ก็แก้ปัญหาความมั่นคภายใน แล้วก็ส่งผลให้สังคมบ้านเราคล่องตัวในทุกๆ ทาง
เอาล่ะ ไปเลือกตั้งกันซะ เชื่อว่าสมัยหน้ามีคนเบื่อประชาธิปัตย์พอสมควร วาระที่ผ่านมา ผลงานแย่ไปซะเยอะ มาดูกันว่าวาระข้างหน้าจะเป็นใครและจะเป็นอย่างไร คนทั้งประเทศ มองดูการบริหารบ้านเมืองเป็นเหมือนเกลมฟุตบอล ไปแทงพนันวันที่สาม นับผลคะแนนข้ามวันข้ามคืนสองวัน พอรู้แพ้รู้ชนะ ก็เฮบ้างเสียใจบ้าง พอสักพักก็เริ่มเกทับกันไปเกทับกันมา พอหนักเข้าก็เริ่มวางมวย . . . เป็นกันทุกยุคทุกสมัย เหมือนเด็กวัยรุ่นนั่งกินเหล้าดูบอลในบาร์เลย
เอวังประเทศไทย
Like this:
Be the first to like this post.